ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "แห่เติม-กักตุนน้ำมัน" สะท้อนความไม่เชื่อมั่น“อนุทิน” ที่พูดอย่าง.. ความจริงเป็นอีกอย่าง !
สถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ กลายเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ “เสี่ยหนู” นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะในสภาวะที่สงครามตะวันออกกลางทวีความรุนแรง จนกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั่วประเทศ
ตอนนี้เกิดปรากฏการณ์ "แห่เติม-กักตุน" ทั่วประเทศ เพราะความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ทำให้ประชาชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น แม่ฮ่องสอน, เชียงราย และภาคใต้ เช่น สตูล, ยะลา แตกตื่น นำแกลลอน มาเติมน้ำมันเพื่อกักตุน
ผลปรากฎว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในต่างจังหวัดน้ำมันหมดเกลี้ยงสต็อก บางแห่งต้องประกาศจำกัดการเติมต่อคัน หรือปิดบริการชั่วคราว เพื่อรอน้ำมันลอตใหม่
ขณะที่มาตรการรัฐ กรมธุรกิจพลังงาน สั่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กวดขันห้ามขายน้ำมันใส่แกลลอนในปริมาณผิดปกติ เพื่อป้องกันการกักตุน และลดความเสี่ยงอัคคีภัย
“นายกฯอนุทิน” พยายามสยบความวิตกของประชาชนด้วยการประกาศ ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน (เริ่ม 3 มี.ค.69) และ ตอบสื่อถึงภาพเหตุการณ์ ประชาชน “แห่เติม-กักตุน” น้ำมัน ว่า.. “ไม่มีครับ”
นักข่าวถามสองสามรอบ “เสี่ยหนู” ก็ตอบคำเติมว่า “ไม่มีครับ”
“อนุทิน” ยังพูดหล่อๆ ว่า เรื่องความวิตกกังวล หรือเรื่องอะไรต่างๆ ขอให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลดำเนินการ ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตกันตามปกติ และไม่เห็นความจำเป็นจะต้องแห่กักตุน
ทั้งที่ภาพหน้าปั๊ม สวนทางกับคำพูดนายกฯ!
ฟังว่า ชาวเน็ต ได้เอาคำพูดของนายกฯอนุทิน ที่ว่า “ไม่มีครับ” ไปประกอบภาพเหตุการณ์จริงที่คน “แห่เติม-กักตุน”กันหลายที่ ไปทำมีมตลกร้ายในโลกโซเชียล กันรัวๆ
ถ้าจะถามว่า เหตุอันใดจึงเป็นเช่นฉะนี้ คำตอบคือ ปมในใจประชาชนนั้นไซร้ ยังไม่ลืมผลงานของ “รัฐบาลอนุทิน” ช่วงเหตุการณ์ "น้ำท่วมหาดใหญ่" ช่วงปลายปี 2568 ที่ “เสี่ยหนู” เคยระบุว่า "ไม่น่าห่วง" แต่สุดท้ายสถานการณ์ กลับเข้าขั้นวิกฤต และการเยียวยาล่าช้า จนกลายเป็น “แผลเป็น” ในแง่ของ "ความเชื่อถือ” ในคำพูดของผู้นำ
และถ้ายังจำได้ ในช่วง “โควิด” ระบาด ที่ “เสี่ยหนู” บอกว่าหน้ากากอนามัย มีพอ ไม่ขาดตลาด แล้วเป็นไง...สถานการณ์จริง เป็นตรงข้ามกับที่พูด
ในตอนนี้ ภาพ "ป้ายน้ำมันหมด" ในต่างจังหวัด เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า นายกฯหนู "อยู่คนละโลก" กับความจริงที่ประชาชนเจอ
งานนี้ "ค่ายสีน้ำเงิน" น่าจะเอาบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ มากระซิบข้างหู “เสี่ยหนู” อนุทินหน่อย หยุดพูดหล่อๆ เสียทีถ้าทำไม่ได้ หรือ อาจจะต้องปรับโควตารัฐมนตรี ที่ดูสายงานเศรษฐกิจโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ที่แว่วว่ายื้อยุดกันระหว่าง “บ้านใหญ่” ก๊วนในพรรค หาคนที่เหมาะสมมานั่งจะดีกว่า
เพราะการปล่อยให้เกิดภาพประชาชนหิ้วแกลลอนไปปั๊ม สะท้อนถึงการประชาสัมพันธ์ของรัฐที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้เลย
มิหนำซ้ำ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าราชการบางส่วนเริ่ม "เกียร์ว่าง" ไม่เร่งแก้ปัญหาที่หน้างาน ปล่อยให้ นายกฯอนุทิน ออกหน้า รับกระแสเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้…การรับมือและแก้ปัญหาของรัฐบาลอนุทิน ไหวมั้ย?
เพราะสิ่งที่คนรับรู้คือ นายกฯพูดอย่าง...ความจริงเป็นอีกอย่าง
เรียกว่า ดีเซล 29 บาท...แต่ค่าความเชื่อถือรัฐบาลเท่ากับ 0 บาท.
ตรึงราคาไว้แต่ตรึงใจประชาชนไม่ได้ !
++ “หมอเกศ” ตกเก้าอี้ สว. ถูกตัดสิทธิ 10 ปี กรณี “ศาสตราจารย์” ไม่ตรงปก
ในที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ก็มีคำพิพากษาให้ “หมอเกศ” น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย พ้นจากตำแหน่งสว. พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
เป็น “หมอเกศ” ที่ได้รับคะแนนสูงสุดของประเทศถึง 79 คะแนน ในการเลือกสว. ชุดนี้ เมื่อปี 2567
คดีนี้ มีที่มาจากการที่ กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ “หมอเกศ”เกี่ยวกับการใช้วุฒิการศึกษา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)
“หมอเกศ” ระบุคำนำหน้าชื่อ ในการแนะนำตัวว่า "ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย"
เมื่อมีการตรวจสอบ กลับไม่ปรากฏหลักฐานว่า “หมอเกศ” มีตำแหน่งทางวิชาการ ระดับ “ศาสตราจารย์” ตามเกณฑ์ที่กฎหมายไทยรับรอง
ประเด็นนี้ ศาลฯ พิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เห็นว่าการที่ “น.ส.เกศกมล” อ้างว่าได้รับตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” จากต่างประเทศนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในประเทศไทย ประกอบกับการได้มาซึ่งตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ของน.ส.เกศกมล ยังไม่ผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกทั้ง น.ส.เกศกมล ก็ไม่เคยมีประสบการณ์การสอนหนังสือมาก่อน
ถ้าไม่เคยสอน ก็ไม่สามารถใช้ตำแหน่ง“ศาสตราจารย์”ได้
การกระทำของ “น.ส.เกศกมล” จึงเป็นการทุจริต กรอกข้อมูลสมัครสว. ไม่ตรงกับความจริง ทำให้การเลือก สว.ไม่สุจริต เที่ยงธรรม
จึงลงโทษ“หมอเกศ” ให้พ้นตำแหน่ง สว. และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
ทั้งนี้ “หมอเกศ” ได้แจ้งถึงประวัติการศึกษาไว้ว่า
• Doctor of Philosophy (PhD) Associate Professor in Business Administration California University
• ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ UIPM University International
• International Academic Multidisciplines Research Conference Worcester College University of Oxford,UK
• American academy of Aesthetic Medicine Certificate in Aesthetic Medicine
• แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันสุขภาพจิตชุมชน กรมสุขภาพจิต
• ปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก
• ปริญญาตรี หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (วิทยาลัยแพทยศาสตร์) มหาวิทยาลัยรังสิต
• เกียรติคุณ ปี พ.ศ. 2564 ประกาศเกียรติบัตรโครงการพัฒนาบริหารศาสตร์ระดับสูง (พบส.) ดุษฎีนิยมชั้นตรี ดุษฎีนิยมชั้นโท และดุษฎีนิยมชั้นเอกประจําปี Manager Award 2021 นักบริหารธุรกิจดีเด่น ประจําปี 2564 จากสมาคมธุรกิจอาเซียน และสภาประชาสังคมแห่งประเทศไทย
• ที่ปรึกษาโครงการบริหารการจัดการเพื่อการพัฒนาผู้นํายุคใหม่ หลักสูตรการจัดการองค์การ หลักสูตรพัฒนาธุรกิจการค้า ไทย-จีน มหาวิทยาลัยเกริก เครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพฯ
ก่อนสมัครสว. “หมอเกศ” ถือเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ และยังเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ และสุขภาพจิตชุมชน เป็น CEO อีก 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทเกศกมล คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป... เกศกมล เดนทัล คลินิก... อินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี ...และ เมดิคอล ฟาร์มา
นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ทำงานด้านสังคมมากมาย ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม การช่วยเหลือเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศ รวมถึงการจัดตั้งมูลนิธิหมอเกศ เพื่อช่วยเหลือสังคม
ในวงการบันเทิง “หมอเกศ” เคยเป็นพิธีกร รายการสุขภาพดี ช่อง 18 JKN...พิธีกรรายการคุณหมอขอถาม
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อว่าไม่เพียงส่งผลเฉพาะตัว “หมอเกศ” เท่านั้น แต่ยังสร้าง แรงสั่นสะเทือน ที่ทำให้ “สว.ไม่ตรงปก” อีกหลายคนในวุฒิสภาชุดนี้ ต้องออกอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาวไปตามๆ กัน
เพราะการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ถือเป็นความผิดร้ายแรง อย่างที่ “หมอเกศ” กำลังเจอ อยู่ในตอนนี้


