“สมชัย” จับมือ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. จำลองเลือกตั้ง ถอดรหัสบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด พบย้อนรู้ได้ใครกาเบอร์อะไร ด้าน “นรเศรษฐ์” ย้ำ ศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ตีความกฎหมาย
วันนี้ (4 มี.ค.) ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ ร่วมกับ ภาคประชาชน นำโดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดกิจกรรม จำลองการเลือกตั้งโดยเพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่
ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผู้อำนวยการดีโหวท มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO บริษัท Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่ร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว., น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการด้านการเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมสังเกตการณ์
นายเจษฎ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ คือ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร
ด้าน นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เกิดจากความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จึงเห็นว่าควรเปิดพื้นที่ศึกษาในเชิงวิชาการ โดย กมธ.จะใช้ผลการทดลองเป็นข้อมูลประกอบการทำรายงานเรื่องการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่า ข้อสรุปจากกิจกรรมครั้งนี้จะไม่ใช่การตีความข้อกฎหมายหรือวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เป็นเพียงการพิสูจน์ความเสี่ยงของระบบเท่านั้น
นายสมชัย ได้อธิบายกติกาการทดลอง โดยให้ตัวแทนประชาชน 10 คน รับบัตรเลือกตั้งจำลอง เข้าไปลงคะแนนในคูหาและหย่อนบัตร ซึ่งใช้หัวข้อ “ก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ” ประกอบด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ เย็นตาโฟ ต้มยำ เนื้อตุ๋น ไก่มะระ และเป็ด โดยให้อาสาสมัครถ่ายภาพบัตรที่ลงคะแนนไว้เป็นความลับ โดยย้ำว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่มีในกระบวนการเลือกตั้งจริงของ กกต. เพราะการถ่ายภาพบัตรถือว่าผิดกฎหมาย
ระหว่างการจำลองสถานการณ์เกิดเหตุไฟดับภายในห้อง ทำให้ นายสมชัย กล่าวแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”
ภายหลังการลงคะแนนได้เริ่มนับคะแนน โดยผลปรากฏว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ จากนั้นได้ให้ทีมนักสืบ 5 ทีมถอดรหัสบัตรภายในเวลา 20 นาที
ผลการทดลองพบว่า ทีมนักสืบสามารถระบุได้ว่า ผู้ลงคะแนนแต่ละคนเลือกเมนูใด โดยมีหลายทีมตอบถูกทั้งหมด ขณะที่บางกรณีตอบถูก 3-4 ทีม ซึ่งทีมที่ตอบถูกครบ 10 คน ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและสแกนคิวอาร์โค้ดด้วยแอปพลิเคชันทั่วไป เช่น LINE ทำให้สามารถทราบลำดับของผู้ลงคะแนน บัตรเสีย และเหตุผลของการไม่ประสงค์ลงคะแนนได้
อีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพบัตรแล้วสแกนรหัสเพื่อนำไปเทียบกับรายชื่อผู้ลงคะแนน ขณะที่อีกทีมใช้วิธีจัดทำตารางลำดับการขานบัตรประกอบกับรหัสที่ปรากฏบนบัตร ทำให้สามารถระบุได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งระบุว่าวิธีนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 5 นาที
นายปริญญา กล่าวว่า การทดลองครั้งนี้พิสูจน์ว่า แม้ไม่มีต้นขั้วบัตรหรือรายชื่อผู้ใช้สิทธิ ก็ยังสามารถเชื่อมโยงได้ หากรู้ลำดับการลงคะแนน พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.จะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่บางหน่วยนำข้อมูลไปใช้ติดตามผู้ลงคะแนน
ขณะที่ นายสมบัติ ระบุว่า หากระบบดังกล่าวมีช่องให้ติดตามผู้ลงคะแนนได้จริง ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเสนอให้ กกต.เปิดหีบตรวจสอบคะแนนบางหน่วย เช่น 100-500 หน่วย เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง


