“อนุทิน” ท่องคาถา “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” บอกหมายจับ “เบน สมิธ” ตร.ทำตาม กม.ย้ำ นโยบายรัฐปราบสแกมเมอร์-ฟอกเงิน ไม่หวั่นกระแสข่าวแกนนำพรรคพัวพัน ลั่น “ไม่แคร์” กระทบตั้ง รบ. ชี้ ความเดือดร้อน ปชช.สำคัญกว่า หนุน ปปง.ยึดทรัพย์เต็มที่ พิสูจน์ว่าไม่มีอิทธิพลใดเหนือ กม.
วันนี้ (2 มี.ค.) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลาง ออกหมายจับ นายเบน สมิธ และ นางสาวแคทรียา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน หลอกนักธุรกิจต่างชาติลงทุนข้ามชาติ ว่า ตนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ ส่วนรายละเอียดจะไปตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาอยู่แล้ว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ และเงินไม่ถูกกฎหมาย การฟอกเงิน อะไรต่างๆ ถือเป็นการยืนยันนโยบายและข้อสั่งการต่างๆ ของตนเอง ที่บอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ซึ่งไม่รู้หรอกว่าใครไปทำอะไร ถ้ามีเหตุใดๆ ขึ้นมาแล้วเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศ และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ เศรษฐกิจของประเทศ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีการประสานอินเตอร์โพล เพื่อดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ถามถึงในรายละเอียดขนาดนั้น เพราะเราไม่ต้องให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งรัฐบาลที่ตนเองเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลนี้อยู่ ได้ให้นโยบายในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน เพราะเราเข้ามาท่ามกลางความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และความมั่นคงอย่างมากมาย ฉะนั้น เราต้องไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยช่วงหลังมานี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสแกมเมอร์ การหลอกลวง การฟอกเงิน และคอลเซ็นเตอร์ อะไรต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุตรงไหนที่มีการฟอกเงิน หรือกระทำผิดกฎหมายทางการเงินต่างๆ เราก็ต้องดำเนินการ
เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาสแกมเมอร์ตัวสำคัญครบแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลได้มีการ พิพากษาและ อายัดทรัพย์ผู้ที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั้งชาวต่างชาติ และคนไทย ซึ่งที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการมา ก่อนที่ศาลจะได้สั่งให้อายัดทรัพย์ทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ ปปง. ในฐานะผู้ปฏิบัติ เกิดความมั่นใจและจะต้องดำเนินการปราบปราม ธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีความกังวล ซึ่งตอนนี้มีความชัดเจน การดำเนินการ ของหน่วยงานรัฐไปการป้องกันและปราบปราม เด็กผิดกฎหมายเหล่านี้ได้รับการยอมรับ แค่ได้รับความยุติธรรมให้ดำเนินการยึดทรัพย์กับผู้ กระทำผิดอย่างเต็มที่ สุดจะเข้มข้นขึ้นมากเรื่อยๆ แล้วทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีความมั่นใจ เพิ่มมากขึ้นไม่ต้องมีความกังวล และเป็นการพิสูจน์ชัดว่าไม่มีอิทธิพลใดๆที่จะเหนือ กฎหมายไปได้ ซึ่งเป็นการชี้ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคยเข้าข้างผู้กระทำผิดกฎหมาย มีแต่เข้าข้างผู้ที่ปราบปรามและป้องกัน ผู้รักษากฎหมายอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ มีความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในรายละเอียด ตนเชื่อว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปราม ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะในกรณีนี้ ปปง. ได้ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง พวกเราทำงานเป็นทีมอยู่แล้ว และมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมทำงานกันเป็นทีม ขณะเดียวกันปปง.จะดำเนินการอะไรต่างๆก็จะมี คณะกรรมการธุรกรรมตัดสินใจในการดำเนินการ เรื่องพวกนี้ ส่วนประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนราชการ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานถึงนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญที่เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่ก้าวก่าย และไปมีส่วนในการเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เพราะกลัวว่าจะถูกเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเข้าไปก้าวก่าย เพราะการทำงานของตนเองไม่เหมือนกับคนอื่น ซึ่งตนได้มอบหมายให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ ข้อสั่งการเดียวที่สั่งคือ “ใครทำผิดกฏหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร”
เมื่อถามอีกว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากมีรายงานข่าวแกนนำพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเชื่อมโยงกับเบน สมิธ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่นะ”
เมื่อถามย้ำว่า จะกระทบจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน และความเสียหายของประเทศ มีความสำคัญกว่ากันการจัดตั้งรัฐบาลหรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลคนไหน ซึ่งไม่มีความหมายอะไรเลยตรงนี้ สบายๆ”


