xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ตกขบวน ดัน “พนง.สอบสวนฝ่ายปกครอง” ยกร่างฯ สอดคล้อง “พ.ร.บ.อุ้มหาย” - “ปลัด มท.” หน.สั่งการเกี่ยวกับคดีได้ทุกกรณี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาดไทย ไม่ตกขบวน ดัน “พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง” ยกร่างข้อบังคับฯ ว่าด้วยการสอบสวนความผิดอาญาฯ สอดรับ “กฎหมายอุ้มหาย” เพิ่มหลักการกรณี ผู้กระทําความผิดเป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” และอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช. สอบสวนฯ ให้อำนาจ “ปลัด มท.” เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ กทม.-ภูมิภาค มีอํานาจสั่งการ เกี่ยวกับคดี “ได้ทุกกรณี”

วันนี้ (2 มี.ค.) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้า ในการยกร่างข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสอบสวนความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. .....

ที่ รมว.มหาดไทย ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ตามที่ กรมการปกครอง (ปค.) ได้ยกร่างฯ

มีหลักการสําคัญ เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบสวนของพนักงานฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ และพนักงานฝ่ายปกครอง ตําแหน่งตั้งแต่ปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับมาตรา 16 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กําหนดให้อ่านาจพนักงานฝ่ายปกครอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยอํานาจและหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครอง

ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย คณะที่ 1 มีความเห็นต่อ ร่างข้อบังคับฯ ดังกล่าว โดย กําหนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบในฐานะ “ผู้รักษาการตามข้อบังคับ”

ที่กําหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง และหัวหน้าพนักงานสอบสวน จะต้องดําเนินการ หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ลุล่วง ไปตามวัตถุประสงค์ในการออกข้อบังคับ

ในหลักการของร่างข้อบังคับ ที่น่าสนใจ เช่น หมวด 4 ว่าด้วยการทําความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง การควบคุม ตรวจตรา และการให้คําแนะนําการสอบสวน

อย่างไรก็ตาม ในร่างบังคับ ฝ่าย กม.มท. เห็นว่า มีความซ้ำซ้อน เนื่องจากมีกําหนดไว้ในมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ แล้ว

มีความเห็น ให้เพิ่มหลักการทั่วไปของการสอบสวนตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ในหมวด 2 การสอบสวน ,ให้เพิ่มหลักการตามมาตรา 31 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฯ

“เกี่ยวกับการแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบ กรณีผู้กระทําความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช.”

ทั้งนี้ ยังขอให้ ผู้ยกร่างฯ พิจารณาทบทวนกรณี “การกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยาน” เนื่องจากเมื่อพนักงานอัยการ มีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้ว จะทําให้คดีถึงที่สุด หากผู้ถูกกันไว้เป็นพยานกลับคําให้การในชั้นศาล

“อาจทําให้ศาลยกฟ้องผู้กระทําที่ถูกซัดทอด และไม่สามารถกลับไปฟ้องผู้ต้องหาที่ถูกกันไว้เป็นพยานได้ ดังนั้น ก่อนกันผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน ควรสอบถามพนักงานอัยการถึงความเหมาะสมก่อน”

ยังเสนอ ปค.ควรกําหนดหลักเกณฑ์และลักษณะของบุคคลที่อาจถูกกันไว้เป็นพยาน เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อการดําเนินคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ

มีรายงานว่า เมือเร็วๆ นี้ ปค. ได้ยกร่างข้อบังคับฯ กระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ออกโดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ประกอบมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 มีสาระสําคัญ ดังนี้

กําหนดนิยามของหัวหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ได้แก่ (1) ปลัดกระทรวงมหาดไทย (ป.มท.) (2) รองปลัด มท. ซึ่ง ป.มท.มอบหมาย (3) ผู้ตรวจกระทรวง มท. ซึ่ง ป.มท.มอบหมาย ผู้ช่วยปลัด มท. ซึ่ง ป.มท.มอบหมาย

(4) อธิบดีกรมการปกครอง (5) รองอธิบดี ปค. (6) ผู้อำนวยการสํานักการสอบสวนและนิติการ ปค. (7) ผู้ตรวจกร ปค.

(8) ผู้ว่าราชการจังหวัด (9) รองผู้ว่าฯ (10) ปลัดจังหวัด (11) นายอําเภอ และ (12) ปลัดอําเภอ ผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอ

โดย “พนักงานสอบสวน” ได้แก่ (1) ปลัดอําเภอในเขตอําเภอหรือกิ่งอําเภอนั้น (2) เจ้าพนักงานปกครอง หรือนิติกรระดับปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัดที่ทำการปกครองจังหวัด ในเขต จังหวัดนั้น และ (2) เจ้าพนักงานปกครอง หรือนิติกร ระดับตั้งแต่ปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัด ปค.มท. ในเขตกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ กำหนดให้ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” มีอํานาจสั่งการ เกี่ยวกับคดี “ได้ทุกกรณี ซึ่งประกอบด้วย ป.มท. หรือ รอง ป.มท. หรือผู้ตรวจกระทรวง ซึ่ง ป.มท. มอบหมาย หรือผู้ช่วยป.มท. ซึ่ง ป.มท.มอบหมาย

ส่วน “หัวหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบในเขต กทม.” ได้แก่ อธิบดี ปค. รองอธิบดี ปค. ผู้ตรวจกรม ปค. ผอ.สํานักการสอบสวนและนิติการ ปค. หรือผู้รักษาการในตําแหน่งหรือผู้รักษาราชการ แทนหัวหน้าพนักงานสอบสวน

ส่วน “พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในเขตจังหวัด” ได้แก่ ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หรือ ปลัดจังหวัด ซึ่งผู้ว่าฯมอบหมาย และหัวหน้าพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบในเขตอําเภอ หรือกิ่งอําเภอ

ได้แก่ นายอําเภอ หรือปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอ หรือผู้รักษาการในตําแหน่งหรือผู้รักษาราชการ แทนที่มีระดับตั้งแต่ชํานาญการพิเศษหรือเทียบเท่า

พบว่า ในร่างฯ ยังระบุถึง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการสอบสวน, กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการปล่อยตัวชั่วคราว และการขอกันไว้เป็นพยาน

มีการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการทําความเห็นควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง การควบคุม ตรวจตรา และการให้คําแนะนําการสอบสวน เป็นต้น