พระปกเกล้า เปิดผล KPI Poll เลือกตั้ง 69 ชี้ 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ใต้-กทม. ความกังวลสูงเด่น จี้ กกต.เร่งแก้โปร่งใส-บังคับใช้กฎหมาย-สื่อสารข้อมูล
วันนี้ (27 ก.พ.) สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ “เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน” ครั้งที่ 10 ดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 ก.พ. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง มีบทสรุปสำคัญดังนี้
ประชาชนส่วนใหญ่ 87.7% เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ขณะที่มีเพียง 12.3% ที่เห็นว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”
ช่องว่างความเชื่อมั่นที่กว้างมาก โดยกลุ่มความเห็นเชิงลบมากกว่ากลุ่มเชิงบวกประมาณ 7 เท่า สะท้อนวิกฤตความกังวลและความไว้วางใจต่อกระบวนการจัดเลือกตั้งครั้งนี้อย่างชัดเจน
ประเด็นที่ประชาชนประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี” ได้แก่
• ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และป้ายต่างๆ (61.9%)
• การอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้สิทธิ (59.9%)
• การปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง (56.4%)
ขณะที่ประเด็นที่ถูกมองว่า “พอใช้-แย่” ได้แก่
• การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (67.6%)
• การให้ข้อมูลแก่ประชาชน (57.6%)
• การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว (54.7%)
• การควบคุมการหาเสียงหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย (54.3%)
• การนับคะแนนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ (50.6%)
ภาพรวมสะท้อนว่า งานเชิงปฏิบัติการหน้าหน่วยเลือกตั้งทำได้ค่อนข้างดี และเป็นจุดแข็งที่ควรรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอทุกพื้นที่ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่มิติความน่าเชื่อถือของระบบและการกำกับกติกา ประชาชนไม่ได้กังวลเรื่อง “จัดหน่วยเลือกตั้งได้หรือไม่” หากแต่กังวลว่า “ระบบยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กฎหมายจริงหรือไม่”
สิ่งที่ประชาชนอยากให้ กกต. ปรับปรุงเร่งด่วน 3 อันดับแรก ได้แก่
1. การนับคะแนนที่โปร่งใส (23.6%)
2. การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง (23.3%)
3. การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง (20.5%)
รองลงมา ได้แก่ การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว (7.8%) การอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ (6.5%) และการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า (4.6%)
สะท้อนว่า ประชาชนต้องการให้ กกต. แก้ไข “จุดตัดสินความไว้วางใจ” ของการเลือกตั้ง มากกว่าการแก้ไขเรื่องหน้างานทั่วไป ต้องการหลักฐานและกระบวนการที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่ก่อให้เกิดความสงสัย ข่าวลือ หรือความไม่ไว้วางใจ
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าสัดส่วนประชาชนที่มองว่าการจัดเลือกตั้ง “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” สูงสุด ได้แก่
• ภาคใต้ (74.9%)
• กรุงเทพมหานคร (70.7%)
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (65.3%)
• ภาคเหนือ (59.4%)
• ภาคตะวันออก (44.4%)
• ภาคกลาง (21.5%)
สะท้อนว่า ความกังวลแตกต่างกันตามบริบทพื้นที่ ทั้งประสบการณ์ในพื้นที่ การรับรู้ข่าวสาร และกรณีร้องเรียนต่างๆ ดังนั้น กกต. ควรวางมาตรการและการสื่อสารแบบเจาะพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอุณหภูมิความกังวลสูง
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาวะ “ความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง” ที่สั่นคลอน แม้งานด้านหน้างานบางเรื่องถูกมองว่าค่อนข้างดี แต่ประชาชนจำนวนมากให้ กกต. สอบตก โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจัดหน่วยเลือกตั้งให้เรียบร้อย แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า กระบวนการทั้งหมดตรวจสอบได้จริง ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงการนับคะแนนและการรายงานผล
เพราะสนามเลือกตั้งถัดไปอย่าง “ผู้ว่าฯ กทม.” จะยิ่งเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของ กกต. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


