มหาดไทย กังวล “ผังเมืองรวมนราธิวาส” ฉบับใหม่ พัฒนาแบบกระจัดกระจาย หากอนุญาตให้ขยายโรงงานได้ในทุกประเภทสีที่ดิน ส่อเกิดการกระทบภาพรวมจัดระเบียบเมืองในอนาคต เสนอ ยธ. จัดโซนนิงกำหนดสัดส่วน วางผังเมืองรวมให้เป็นระบบรับอนาคต ชี้ หาก “เขตอุตสาหกรรมกระจายตัว” ส่อกระทบพื้นที่เกษตรกรรมเกินความจําเป็น แทนการแก้ไขตามสภาพปัญหาเป็นครั้งคราว
วันนี้ (23 ก.พ.) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้า ภายหลังกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยธ.) ได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดนราธิวาส พ.ศ. ... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดนราธิวาส พ.ศ 2558) ที่มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่ 17 ธ.ค. 2558
ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายมหาดไทย คณะที่ 2 มีความเห็นหลังจาก ยธ. และจ.นราธิวาส ขอหารือ เห็นว่า การอนุญาตให้ขยายโรงงานได้ในทุกประเภทสีที่ดิน อาจทําให้เกิดการพัฒนาที่กระจัดกระจาย และส่งผลต่อภาพรวมการจัดระเบียบเมืองในอนาคต
“เสนอให้ ยธ. ควรพิจารณาวางแผนกําหนดโซนนิง (Zoning) ที่ชัดเจนเพื่อจัดสัดส่วนการวางผังเมืองรวมให้เป็น ระบบในอนาคต เพื่อไม่ให้เขตอุตสาหกรรมกระจายตัวจนกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมเกินความจําเป็น แทนการแก้ไขตามสภาพปัญหาเป็นครั้งคราว”
ประสานกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อยืนยัน ถึงศักยภาพของแหล่งแร่ หิน ดิน ทราย ในพื้นที่ให้เกิดความชัดเจนว่า หากมีการแก้ไขผังเมืองแล้ว จะยังคงมีทรัพยากรที่คุ้มค่าและเพียงพอต่อการประกอบกิจการจริง เพื่อให้การแก้ไขผังเมืองมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผังเมืองรวมจังหวัดนราธิวาส จะอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ แต่ "หากขนาดกิจการเข้าข่ายตามที่กฎหมายกําหนด" ยธ.ควรนํากฎหมายอื่น เช่น การขอใบอนุญาตขุดดินถมดิน และการจัดทํา รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาพิจารณาประกอบด้วย
ท้ายสุด ให้เพิ่มเติมถ้อยคํา ให้เป็นไปตามมาตรา 111 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งให้กระทําได้ โดยประกาศกระทรวง และให้ปรับรูปแบบของร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวให้เป็นไป ตามรูปแบบและแนวทางการร่างกฎหมาย
ขณะที่การยกร่าง ดังกล่าว เนื่องจากปรากฏว่าสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดนราธิวาสมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ประกาศให้จังหวัดนราธิวาสเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและกําหนดให้เป็นเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”
เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา ต้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริการด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณด้านการลงทุนและเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างในพื้นที่
รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการอยู่ก่อนกฎกระทรวงฯ ใช้บังคับ และยังประกอบกิจการอยู่สามารถเพิ่มกําลังการผลิตและขยายพื้นที่โรงงานเดิมได้
ซึ่งการใช้บังคับกฎกระทรวงฯ ฉบับปี 2558 ไม่สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการเติบโต และขยายตัวไปจากเดิม ต่อมาการยกร่างแก้ไขต่อมา มีหลักการจํานวน 2 เรื่อง ประกอบด้วย
(1) ให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) ให้สามารถประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับหิน กรวด ทราย หรือดิน สําหรับใช้ในการก่อสร้างได้
คือ โรงงานลําดับที่ 3 ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ในที่ดินบริเวณหมายเลข 3.6 หมายเลข 3.7 หมายเลข 3.8 และบางส่วนของที่ดินในบริเวณหมายเลข 3.5
เฉพาะในท้องที่ ต.มะนังตาย อ.เมืองนราธิวาส ต.ยี่งอ ต.จอเบาะ อ.ยี่งอ และ ต.ตันหยงมัส ต.บาโงสะโต ต.เฉลิม และต.มะรือโบตก อ.ระแงะ
และ (2) ให้เพิ่มเติมข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้โรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ มีผลใช้บังคับและยังประกอบกิจการอยู่ สามารถขยายพื้นที่และกําลังการผลิตของโรงงานได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนด
ซึ่งต่อมา ยธ.ได้นําเรื่องดังกล่าวไปปิดประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงข้อคิดเห็นระหว่าง 29 ก.ค. - 29 ส.ค. 2568 และเมื่อครบกําหนดปิดประกาศปรากฏว่าไม่มี ผู้มีส่วนได้เสียแสดงข้อคิดเห็น ก่อนยกร่างฉบับนี้ขึ้นมา.


