นักวิชาการม.สารคาม ผ่า 3 วิกฤติลุ่มน้ำมูล ชี้ภูมิอากาศสุดโต่ง-ข้อมูลกระจัดกระจาย-กฎระเบียบซ้ำซ้อน ดัน AI- Big Data ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติ กระจายอำนาจท้องถิ่น แก้ปัญหาน้ำแม่นยำยั่งยืน
วันนี้( 22 ก.พ. 2569 ) รศ.วชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนโยบายสาธารณะและการวางแผนกลยุทธ์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ลุ่มแม่น้ำมูล) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สทนช. สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ลุ่มน้ำมูลเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำของประเทศไทย ในโลกยุคดิสรัปชันในทุกด้าน ขอสะท้อนประสบการณ์งานพื้นที่และวิจัยกับชุมชนยาวนาน กว่า 10 ปี ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเร่งด่วนที่ลุ่มแม่น้ำมูลกำลังเผชิญ พร้อมเสนอทางออกยกระดับบทบาทคณะกรรมการลุ่มน้ำโดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้วิกฤติลุ่มน้ำมูลน่ากังวลที่สุด เพราะ 1. วิกฤตความสุดโต่งของสภาพอากาศ (Climate Extremes): ลุ่มน้ำมูลกำลังเผชิญกับสภาวะท่วมหนัก แล้งนาน ที่พยากรณ์ได้ยากขึ้น การจัดการแบบเดิมที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมหลักของภาคอีสาน 2. วิกฤตช่องว่างของข้อมูล (Data Fragmentation) ข้อมูลด้านน้ำยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทำให้การตัดสินใจในระดับพื้นที่ขาดความแม่นยำ ส่งผลให้การแจ้งเตือนภัยแก่พี่น้องประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 3. วิกฤตความซับซ้อนของกฎระเบียบ (Regulatory Complexity) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับส่วนกลาง ทำให้งบประมาณและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระดับตำบลหรืออำเภอทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
รศ.วชิรวัตติ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมต้องพลิกโฉมบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิยุคใหม่ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ ต้องไม่ใช่แค่ผู้นั่งฟังในห้องประชุม แต่ต้องเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้กลไกหมุนไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น โดยปรับเปลี่ยนบทบาทเป็น 1.เป็นผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยี (The AI & Data Bridge) นำองค์ความรู้สมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ (Public Policy Design) มาช่วยวิเคราะห์โมเดลการจัดการน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงไม่ใช่เพียงความรู้สึก 2.เป็นผู้แปลนโยบายสู่การปฏิบัติ (The Strategic Translator) ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์น้ำระดับชาติ ลงสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น ช่วยให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าใจบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดการน้ำในเขตของตนเองอย่างชัดเจน 3.เป็นผู้เฝ้าระวังและสะท้อนเสียงจริง (The Field Advocate) ผู้ทรงคุณวุฒิควรมีบทบาทเชิงรุกในการรับฟังปัญหาจากหน้างาน แล้วนำเข้าสู่กระบวนการนโยบายโดยตรง เพื่อให้มติที่ประชุมตอบโจทย์ ความเดือดร้อนของชาวบ้าน รวมทั้งสร้างนวัตกรรมจัดการน้ำร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และร่วมแก้ปัญหา ได้จริง
รศ.วชิรวัตติ์กล่าวอีกว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้ได้ยืนถึงรัฐบาลใหม่ เพื่อปฏิรูปการจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อยกระดับด้วย นโยบาย AI และ Big data แห่งชาติ สร้าง Single Command Center ที่ใช้ AI และ Big data พยากรณ์น้ำล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven) รวมถึงกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นด้วยการแก้ไขระเบียบให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจและงบประมาณจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กได้ทันที และปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการลุ่มน้ำ สนับสนุนงบประมาณและบุคลากรเฉพาะด้านให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้สามารถทำงานเชิงรุกติดตามงานได้ตลอดทั้งปี
“ขอย้ำหน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่แค่การมานั่งฟังวาระประชุมแล้วกลับบ้าน แต่คือการนำองค์ความรู้มาเป็น 'หัวเจาะ' ทะลวงปัญหาที่ค้างคามานาน เพื่อให้คนลุ่มน้ำมูลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วชิรวัตติ์ ระบุ


