เมืองไทย 360 องศา
แม้ว่ามีใครบางคนพยายามลุ้นให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพื่อที่พรรคของตนจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื่อว่า“คงยาก” อย่างมากก็เพียงแค่เลือกใหม่บางเขต และนับใหม่บางหน่วย ซึ่งก็ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นสัญญาณความคืบหน้าชัดเจนขึ้น เมื่อล่าสุดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 400 เขต ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ได้ทราบจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคได้มากขึ้น รวมถึงทำให้สามารถสรุปจำนวนเสียงสนับสนุนรัฐบาลเมื่อรวมจากทุกพรรคได้มากขึ้น
สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุด “อนุทิน 2” ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย ได้ตัดสินใจดึงพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มี ส.ส.58 เสียงเข้าร่วมรัฐบาล ทำให้เมื่อรวมเฉพาะ 3 พรรค คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม จะมีเสียงรวมกัน 325 เสียง เกินครึ่ง 250 เสียงไปมากแล้ว
ก่อนหน้านี้ มีรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม จัดตั้งรัฐบาล หลังจากได้มีการนัดหารือกันล่าสุดจนได้ข้อสรุปดังกล่าว
ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พรรคกล้าธรรมจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 3 กระทรวง คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงานนั้น แหล่งข่าวระดับสูง ในพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และจนถึงขณะนี้ สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อวันที่17 ก.พ.69 หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้พูดคุยกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วที่จังหวัดสงขลา โดยจะนำข้อมูลที่ได้ไปเข้าคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมที่จะมีการประชุมในวันที่ 19 ก.พ. ซึ่งมีแนวโน้มว่า ข้อตกลงคือ การโหวตนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะมาคุยเรื่องกระทรวง เพราะตัวเลขจำนวน สส.จะเป็นตัวบ่งบอกว่าจะได้กี่กระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการพูดคุยกับบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้ามาประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีเงื่อนไขใดๆ เช่นกัน โดยสัดส่วนรัฐมนตรีจะมาพูดคุยกันภายหลังจากการโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการฟอร์มรัฐบาล ที่ไม่เคยมีใประเทศไทย
ขณะที่ แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ยังไม่ได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแกนนำคนอื่นของพรรคเลย
รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เรื่องความชัดเจน กรณีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ล่าสุด แหล่งข่าวเปิดเผยว่า มองได้ 2 อย่าง คือ เก็บพรรคกล้าธรรมไว้ใกล้ตัวดีกว่าให้อยู่ไกลตัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีความกังวลเรื่องคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ว่า หากมีการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว เกิดมีเรื่องกระทบต่อคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส จะส่งผลกระทบต่อผู้แต่งตั้ง คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งอาจซ้ำรอยกับกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ
ส่วนที่หลายคนมองว่า ก่อนหน้ามีการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เนื่องจากขณะนั้นเป็นรัฐบาลระยะสั้น และยังไม่มีการร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส ขณะเดียวกัน การร่วมรัฐบาลครั้งที่แล้ว พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม มีความจำใจต้องรวมกัน เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีความจำเป็นแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยสำคัญ คือ พรรคกล้าธรรมเข้ามาเจาะฐานบ้านใหญ่ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานดั้งเดิมของพรรคภูมิใจไทย ทั้งสุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ทำให้เกิดความไม่พอใจ หากปล่อยให้พรรคกล้าธรรมเติบโตต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้า
สำหรับความคืบหน้าในการวางตัวรัฐมนตรีนั้น สำหรับพรรคภูมิใจไทย โดยโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยจะได้ 19 ที่นั่ง ซึ่ง 4 เก้าอี้ที่ชัดเจนแล้ว คือ รัฐมนตรีคนนอกเดิม อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง
ส่วนสัดส่วนคนนอกอื่นๆ ที่จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรี มีชื่อของ นายปรีดี ดาวฉาย ที่จะมานั่งรมว.พลังงาน แทน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ไม่ได้ไปต่อ เช่นเดียวกับ พล.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ไปต่อเช่นกัน
ฉะนั้น จะเหลืออีก 15 เก้าอี้ ที่พรรคภูมิใจไทย ต้องเกลี่ยและจัดสรร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพรรคภูมิใจไทย จะยึดกระทรวงเดิม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน อาทิ นายอนุทิน จะนั่งนายกรัฐมนตรี ควบรมว.มหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นต้น
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวหลังการพูดคุยกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดยอธิบายถึงขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ จะข้ามขั้นตอนไม่ได้ ต้องรอให้ทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อยเสียก่อน นั่นคือ ให้กกต.รับรอง สส. ก่อน จากนั้นจึงเปิดประชุมสภาเพื่อให้สมาชิกมารายงานตัว เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นลำดับสุดท้าย
“ขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาล เป็นลำดับสุดท้าย ขณะนี้ยังไม่มีการรับรอง สส. เลย ขอให้ กกต. รับรองให้เรียบร้อยก่อน ทุกอย่างยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่ได้มีส่วนใดล่าช้า เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต. รับรอง สส. ภายใน 60 วัน ขณะนี้เพิ่งผ่านมาเพียง 9 วันเท่านั้น”
คำพูดดังกล่าวของ นายอนุทิน มีความหมายก็คือทำทุกอย่างตามขั้นตอน ตั้งแต่การรับรองส.ส.การเลือกประธานสภาฯ และสุดท้ายคือการโหวตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ตอนนี้ความหมายที่สื่อออกมาก็คือ อยู่ในช่วง “รอ” แต่ที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่จะต้องมีการ “โหวตเลือกนายกฯก่อน” จากนั้นถึงมาฟอร์มรัฐบาล มาแบ่งกระทรวง ว่าพรรคไหนได้กี่กระทรวง ได้กี่ตำแหน่ง แต่ความหมายก็คือ พรรคภูมิใจไทยยังต้อง “กุมสภาพ” ไปจนวันโหวตได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว
ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปพิจารณาถึงสูตรมีรายงานว่ามีสรุปล่าสุดแล้ว ก็คือ ในรัฐบาล “อนุทิน 2” จะมีพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมด้วย ทำให้ทั้งสามพรรครวมกันมีเสียงจำนวน 325 เสียง หากพิจารณาตามตัวเลข ถือว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่ในทางการเมืองแล้วยังถือว่าเป็นการ “ถ่วงดุล” ได้อย่างพอดี เพราะหากมีพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลเพียงพรรคเดียว โดยมีพรรคเล็กๆ ประกอบด้วยนั้นจะทำให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจต่อรองสูงเกินไป แต่หากมีพรรคกล้าธรรม มาร่วมอีกพรรคทำให้รัฐบาลเกิดความ “สมดุล” ได้พอดี
อีกทั้งเวลานี้ หากพิจารณาด้วยภาพรวม จากจำนวนตัวเลขแล้วถือว่าทั้งสองพรรค แทบจะไม่มีอำนาจต่อรองแล้ว และต้องการเป็นรัฐบาลมากกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน
ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่ หรือ “อนุทิน 2” ถึงต้องมี “น้ำเงิน+แดง+เขียว” เพื่อรักษาความสมดุล และถ่วงดุลกันเอง ลดอำนาจต่อรองของพรรคใดพรรคหนึ่ง และที่สำคัญ สามารถลดแรงกดดันในโควตารัฐมนตรีในกระทรวงหลัก ที่เป็นยุทธศาสตร์ที่พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ และนาทีนี้ถือว่าลงตัวแล้ว !!


