xs
xsm
sm
md
lg

ปชน.เร่งจนเครื่องรวน เสี่ยงดับกลางทางอีกรอบ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

ทั้งอาการและอารมณ์ของพรรคประชาชนในเวลานี้ ไม่รู้ว่าจะต้องจับจ้องไปที่ไหนก่อนกัน เพราะหากพิจารณากันถึง “อาการ” ก็ต้องบอกว่า “หนักเอาการ” เหมือนกัน เพราะกลายเป็นว่าเวลานี้กำลังมีความเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมายเสียเองจากกรณี การเก็บข้องมูลเลเซอร์ ไอดี รวมไปถึงการถูกเปิดโปงเรื่องการทำ “สงครามข่าวสาร” หรือ ไอโอ กรณีเชื่อมโยงกับบริษัท สเปคเตอร์ ซี จนกลายเป็นว่ามีความเสี่ยงกับการถูกยุบพรรคอีกรอบ หรือไม่

ที่น่าสนใจก็คือการเคลื่อนไหวของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พรรคการเมืองเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดี จากผู้ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจส่งผลทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหล หรือไม่ ว่า ถ้าเราไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วถ้าพรรคการเมืองขอเก็บเลเซอร์ไอดี แล้วเราให้ ก็จะเป็นความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย คนไม่รู้ก็จะไปบอกว่าเรื่องนี้ไปยินยอมกันได้หรือไม่ ต้องดูว่ากฎหมายครอบคลุมถึงเรื่องนี้ หรือเปล่า อย่างถ้าไปที่ธนาคารเขาจะต้องนำบัตรประชาชนของเราไปเสียบ เพื่อยืนยันตัวตนการที่บุคคลที่ 3 บอกว่าเขาจะไปทำอย่างนั้นอย่างนี้เราพิสูจน์ได้หรือไม่ เวลาขึ้นศาลในหลายๆ คดี ศาลอาจจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นการคาดเดา หรือคาดการณ์

เมื่อถามว่ามีคนไปเชื่อมโยงกับกรณีบาร์โค้ด ที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งว่าอาจจะทำให้ความลับรั่วไหลหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า "Think to much" คิดมากไป 

ส่วนมุมมองกรณีบริษัท สเปคเตอร์ ซี ของพรรคประชาชน นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้มีมุมที่น่าสนใจ ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ให้ข้อมูลเยอะไปหน่อยอาจจะมีผลย้อนเข้าตัวได้ ซึ่งตนกำลังเก็บรายละเอียดอยู่ ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองไปถือหุ้นบริษัท สเปคเตอร์ซี หรือไม่ ซึ่งถ้าพรรคประชาชนไปถือหุ้นบริษัทดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายยุบพรรค ซึ่งจะเป็นข้อห้ามให้พรรคการเมืองประกอบธุรกิจ

“การพยายามแก้ต่าง การไปคลุมผ้า พานักข่าวไปดูพิธีล้างแอร์ ผมว่าไม่ใช่ ตกใจเร็วไปหน่อย เหมือนพยายามทำให้เรื่องที่ไม่ถูกให้มันถูก ส่วนที่อ้างว่าเอาพนักงานบัญชี พนักงานกฎหมาย หรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ ไปฝากอีกบริษัทหนึ่ง ผมถามคำเดียวว่าพรรคได้ประโยชน์จากบริษัทนี้หรือไม่ หรือพรรคนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปจ่ายเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าผมเข้าไปตรวจยุ่งเลยนะ” นายเรืองไกร กล่าว

กอนหน้านี้พรรคประชาชน ได้ออกคำชี้แจง ยืนยัน Laser ID เป็นกลไกยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและใช้โดยทั่วไป / พรรคไม่มีการเก็บ หรือใช้ข้อมูล Laser ID เพื่อวัตถุประสงค์อื่น - ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเชื่อมระบบกับกรมการปกครอง หลังต้องขออนุญาตใหม่เมื่อมีการยุบพรรค

ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างว่า การเก็บข้อมูลจาก Laser ID นั้น พรรคปฏิบัติตามที่กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยระบุ เเต่มีการยืนยันในชั้นต้น จากเเหล่งข่าวในกรมการปกครอง ว่า พรรคประชาชน ขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง เเละยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมการปกครอง ว่าจะอนุญาตหรือไม่

เเละมีรายงานว่า กรมการปกครองชี้เเจงชั้นต้นว่า การที่พรรคประชาชน อ้างถึงกระบวนการเก็บรหัส Laser ID หลังบัตรประชาชนนั้น เป็นไปตามขั้นตอนกรมการปกครองที่ให้พรรคการเมืองเก็บเพื่อยืนยันตัวตน / ป้องกันไม่ให้นำคนต่างด้าวมาสมัครสมาชิกโดยการสวมเลขบัตรประชาชน 13 หลักว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนทำหนังสือถึงกรมการปกครอง เพื่อขอใช้ระบบการตรวจสอบรายการบัตรสมาร์ทการ์ดเท่านั้น และเป็นการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลของบุคคลนั้น ๆ ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการยืนยันว่าเป็นข้อมูลของพรรคเอง กรมการปกครองไม่ได้มีคำสั่งเเบบนั้นไปยังพรรคประชาชนให้ปฏิบัติ

มีรายงานว่า การที่พรรคประชาชน ดำเนินการเก็บข้อมูล Laser ID ของผู้สมัครสมาชิกพรรคที่ตอนนี้มีสมาชิกพรรคเเล้วกว่า 1.1 เเสนคนไปเเล้ว โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองนั้น อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เเละยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พรรคประชาชนไม่ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลในบัตรประชาชนของสมาชิกพรรคไปใช้ เเม้พรรคประชาชนจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวของพรรคเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ และตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น กรณีดังกล่าว แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ถือว่าพรรคประชาชนต้อง “กระอัก” แล้ว อย่างน้อยก็ย่อมทำลายความน่าเชื่อถือ และความหวาดระแวงจากประชาชน โดยเฉพาะพวกที่เคยสมัครสมาชิกพรรคไปก่อนหน้านี้ หวั่นเกรงว่าอาจโดน “ล้วงตับ” ข้อมูลส่วนตัวไปแล้วหรือไม่ ท่ามกลาง “ยุคหลอกลวง” แบบนี้ เหมือนกับอยู่ในภาวะ “หลอน” เพิ่มขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันในส่วนของพรรค ก็กลับเข้าสู่ความเสี่ยงในเรื่องทำผิดกฎหมาย กลับมาอีกครั้ง

นอกเหนือจากนี้จะเรียกว่า “กรรมซัด” เข้ามาซ้ำเติมอีกก็คือ กรณีคนกันเองมาก่อน อย่าง น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ออกมาเปิดโปงเรื่องบริษัท สเปคเตอร์ ซี ระบุว่า ทำหน้าที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ “ไอโอ” ให้กับพรรคประชาชน

พอสืบไปสืบมา ทำท่าจะสาวไปถึงเบื้องหลังว่าอาจจะเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญในพรรค ตั้งแต่ระดับ “นายทุนพรรค” มาจนถึงระดับล่างลงมา และยังอาจสาวไปถึงการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองมาใช้ผิดประเภทอีกด้วย

เพราะทั้งสองเรื่องหากมีการตรวจสอบและปรากฏข้อเท็จจริงว่าทำผิดกฎหมาย ก็อาจกลับมามีความเสี่ยงถูกร้องยุบพรรคอีกรอบ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ก่อนหน้านี้

อีกทั้งเวลานี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีการสอบสวนขยายผลการดำเนินคดี จากกรณีวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ. ได้มีการควบคุมตัวกรรมการประจำหน่วยรายหนึ่งของเขตเลือกตั้ง ที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ที่กระทำผิดด้วยการกาบัตรเลือตั้งให้ผู้สมัครของพรรคประชาชน 5 ใบ และพรรคอื่นอีก 2 ใบ ผลการสอบสวนเบื้องต้นยอมรับว่า ได้รับค่าจ้างมาลงคะแนนใบละ 400 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนขยายผล

“ตรงนี้น่าพิจารณาว่า ใครในพรรคประชาชนที่ กปน.กากบาทให้ หรือใครในพรรคการเมืองไหนจ้าง กปน.รายนี้ทุจริตหรือไม่ ซึ่ง กกต.กำลังสอบสวนขยายผล หากสอบพบว่าเเกนนำพรรค หรือผู้บริหารพรรคใดว่าจ้างกปน.รายนี้กระทำการทุจริตอาจถึงขั้นโดนยุบพรรคได้ เพราะสอดรับการเคลื่อนไหวของบางพรรคที่ขณะนี้เรียกร้องให้นับคะเเนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้ข้อสังเกต

เอาเป็นว่า งานนี้สำหรับพรรคประชาชนเวลานี้ถือว่าเข้าขั้น “กระอัก” อีกรอบ เพราะนอกเหนือจากแพ้เลือกตั้งอย่างยับเยินแล้ว กำลังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาถูกยุบพรรคอีกรอบ จากสองสามกรณีหลัก ดังกล่าวมา และที่สำคัญเวลานี้อารมณ์ของสังคมก็เริ่มกลับมาตั้งสติ และตั้งข้อสังเกตกับการ “แพ้แล้วพาล” มาขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เวลานี้จากเดิมที่เคยเปิดเกมรุก กลับต้องถอยกรูด จนใกล้ติดมุมเข้าไปทุกทีแล้ว !!