xs
xsm
sm
md
lg

ไอเอฟดีโพลชี้คนไทยกว่า 53% เชื่อพรรคชนะเลือกตั้งเพราะกระสุนนำกระแสเสริม "ดร.แดน" เผยสูตร "ทุน–บ้านใหญ่–เงารัฐ" ปิดเกมรบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไอเอฟดีโพล เผยคนไทย 53.22% มองพรรคชนะเลือกตั้งเพราะกระสุนนำ กระแสเสริม ขณะ ดร.แดน เปิดสูตรชนะ 3 ชั้น ชี้ทุน–บ้านใหญ่–เงารัฐปิดเกมรบ


เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความ‍คิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “พรรคชนะ: กระสุนนำ กระแสเสริม” กลุ่มตัวอย่าง 1,289 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11–14 ก.พ. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

ผลสำรวจความเห็นไอเอฟดีโพล เรื่อง “พรรคชนะ กระสุนนำ กระแสเสริม” โดยประชาชนมองว่า ‘ปัจจัยหลัก’ ที่ทำให้พรรคหลัก ๆ (ภูมิใจไทย พรรคประชาชน เพื่อไทย กล้าธรรม) ได้คะแนน/ที่นั่ง คือ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22%, ตามด้วย “กระแสความนิยมพรรคพุ่ง” 38.48% และ “ได้บ้านใหญ่/เครือข่ายในพื้นที่สนับสนุน” 31.03% สะท้อนว่าในสายตาประชาชน เกมเลือกตั้งยังถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน กระแส และเครือข่ายพื้นที่เป็นตัวนำ ขณะที่ ‘ปัจจัย’ ด้านความเชื่อมั่นต่อพรรคและตัวผู้สมัครเป็นปัจจัยรอง ได้แก่ “ชื่นชอบพรรค แกนนำพรรค และผลงานของพรรคนั้น” 17.46% และ “ผู้สมัคร สส. เขตในพื้นที่เข้มแข็ง ทำพื้นที่ต่อเนื่อง คนรู้จัก” 17.38%

ส่วนมิติอื่นที่ประชาชนระบุเพิ่มเติม ได้แก่ “ประชาชนเบื่อพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยน” 13.11% “มีข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน” 9.85% “เลือกแบบยุทธศาสตร์เพื่อกันอีกฝ่าย มากกว่าเลือกเพราะชอบจริง ๆ” 8.84% “นโยบายหา‍เสียงโดนใจ” 6.98% และ “อื่น ๆ” 0.93%

หมายเหตุ: ผู้ตอบเลือกได้ 2 อันดับ, ผลรวม % จึงมากกว่า 100%


ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์นัยยะจากผลไอเอฟดีโพล 6 ประเด็น ดังนี้

1) สูตรชนะ 3 ชั้นปิดเกม คือ ทุน–บ้านใหญ่–เงารัฐ ผลโพล สะท้อนว่า ในสายตาประชาชน “สูตรชนะ” ที่เห็นชัดคือ ทุน 53.22% เป็นฐานทรัพยากร, บ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ 31.03% เป็นเครื่องจักรลงพื้นที่และจัดตั้งเพื่อระดมคะแนนให้เป็นก้อน, และ ข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน 9.85% ที่ประชาชนรับรู้ว่าเป็นแรงหนุนทางโครงสร้าง จึงต่อให้ไม่มีกระแสก็ยังชนะได้ เพราะมี “ระบบจัดตั้ง” ที่ทำให้คะแนนเกิดขึ้นจริงและกระจายลงเขตอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคที่ใช้ “กระสุน+บ้านใหญ่” จึงถูกมองว่ามีโอกาสชนะมากกว่าพรรคที่พึ่ง “กระแส” เป็นหลัก

2) เงินนำนโยบาย ผลโพลพบว่า ประชาชนยกให้ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22% เป็นคำอธิบายหลักของการได้คะแนน/ที่นั่ง ขณะที่ “นโยบายหาเสียงโดนใจ” มีเพียง 6.98% จึงสะท้อนว่า ต่อให้นโยบายดีและถูกใจ แต่ถ้าขาดทุน ขาดเครือข่าย และขาดระบบจัดตั้ง นโยบายก็ถูกมองว่าไม่พอจะพาชนะในสนามจริง

3) กระแสหนุน แต่กระสุนพาชนะ ผลโพลพบว่า “กระแสความนิยมพรรคพุ่ง” 38.48% ช่วยเร่งคะแนนช่วงโค้งสุดท้ายได้จริง แต่ยังเป็นเพียงตัวเสริมเมื่อเทียบกับ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22% จึง‍สะท้อนว่า ในสายตาประชาชน กระแสช่วย “ดันขึ้น” ได้ แต่เกมชนะยังหนักไปทาง “กระสุน” มากกว่า


4) พรรคหนุนคน คนหนุนพรรค ในการเลือกตั้งจริง พรรคมีบทบาทช่วยผู้สมัครได้มากกว่าที่ผู้สมัครจะเดินด้วยตัวเองล้วน ๆ จึงเป็นเหตุผลว่า “พรรคหนุนผู้สมัคร” แต่ผู้สมัครที่มีคุณภาพก็ต้อง “อยู่ถูกพรรค” และพรรคต้อง “เลือกผู้สมัครถูกคน” ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลที่ให้ความสำคัญกับ “ชื่นชอบพรรค/แกนนำ/ผลงาน” 17.46% ใกล้เคียงกับ “ผู้สมัครเขตเข้มแข็ง ทำพื้นที่ต่อเนื่อง” 17.38% สะท้อนว่าในสายตาประชาชน ชัยชนะไม่ได้มาจากพรรคอย่างเดียวหรือผู้สมัครอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานคู่กันระหว่าง “แบรนด์พรรค” กับ “คนทำงานพื้นที่” ถ้าพรรคไม่แข็ง ผู้สมัครมีคุณภาพอาจไปไม่สุด และถ้าผู้สมัครไม่ใช่ พรรคก็แปลงคะแนนเป็นที่นั่งได้ยาก

5) เงาข้าราชการสร้างแต้มต่อ ผลโพลพบว่า “มีข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน” 9.85% สะท้อนว่าประชาชนยังรับรู้บทบาทเครือข่ายรัฐในสนามเลือกตั้ง พรรคจึงพยายามดึงข้าราชการมาเป็นฝ่ายตนเพื่อความได้เปรียบ ในการเข้าถึงทรัพยากรคนและโครงสร้างรัฐ โดยความพยายามในการคุมกระทรวงมหาดไทย และเมื่อ กกต. มีกำลังคนจัดเลือกตั้งจำกัด ต้องพึ่งภาครัฐจัดเลือกตั้ง ก็ยิ่งทำให้เกม “การคุมกลไก” ถูกมองว่าสำคัญ ที่อาจเอื้อหรือหนุนบางฝ่าย จึงนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องความสุจริตและเป็นธรรมในการเลือกตั้ง

6) ความขัดแย้งทำให้โหวตแบบยุทธศาสตร์ มากกว่าโหวตชอบ เป็นการโหวตกันอีกฝ่ายมากกว่าโหวตเพราะชอบ เพราะไม่อยากให้คะแนนตกน้ำ เลือกพรรคที่จำต้องเลือก เพื่อกันฝั่งตรงข้าม สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังแบ่ง‍ข้าง ซึ่งสอดคล้องกับผลโพล “เลือกแบบยุทธศาสตร์ เพื่อกันอีกฝ่าย มากกว่าเลือกเพราะชอบจริง 8.84% และยังเดินคู่กับประชาชนเบื่อพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยน 13.11% กล่าวคือ ผู้มีสิทธิ์ส่วนหนึ่งเลือกจากแรง “อยากเปลี่ยน” แต่ก็มีอีกส่วนเลือกจากแรง ไม่อยากให้ฝั่งตรงข้ามชนะ จึงสะท้อนว่า การเลือกตั้งถูกขับเคลื่อนด้วยแรงเลือกข้างและเลือกยุทธศาสตร์ควบคู่กัน ภายใต้สภาพสังคมที่ยังแบ่งข้างและตัดสินใจแบบป้องกันอีกฝ่ายเข้า‍มา”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ