xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่ม นศ. 9 สถาบันร้องศาล ปค. สั่งเลือกตั้ง 69 ไม่ชอบ กม. ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ให้ใช้สิทธิใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มนิสิตนักศึกษา 9 สถาบันร้องศาลปกครอง สั่งเลือกตั้ง 69 ไม่ชอบกฎหมาย ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่

วันนี้ (16 ก.พ.) ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง รามคำแหง และศรีนครินทรวิโรฒ นำโดย นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางมายื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่า กกต.จัดการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีรหัส บาร์โค๊ด ซึ่งสามารถระบุหรือย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ เป็นการละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และสั่งห้ามให้ กกต. และ เลขาธิการ กกต. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำระบบรหัสคิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้จัดทำบัตรเลือกตั้ง หรือใช้ในกระบวนลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป โดยขอให้ศาลพิจารณาคดีนี้โดยเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน

นอกจากนี้ เครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ยังขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากจะแก้ไขเยียวยาหากมีการรับรองผลไปก่อน
ด้าน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ที่ต้องนำคดีดังกล่าวมาฟ้องกับศาลปกครองกลางนั้น ประเด็นแรกคือ เรื่องของบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. จะต้องมีคำสั่งในการออกแบบ พิมพ์ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งในแต่ละครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบ กกต. ปี 2566 ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง โดยยึดบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549

“คำสั่ง กกต.ที่ให้ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด หรือ QR code ที่สามารถสืบย้อนหลังไปถึงต้นขั้วและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่ออันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง หากศาลตัดสินให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำบัตรเลือกตั้งภายใต้คำสั่งที่ไม่ชอบกฎหมายดังกล่าวไปใช้เลือกตั้ง ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยผลที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือ ศาลอาจจะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิมที่ออกโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถสืบย้อนถึงต้นขั้วและผู้กาบัตรได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง”

นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า ศาลปกครองกลางมีอำนาจไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง โดยคาดว่าศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ แบบใดที่สามารถสืบไปถึงตัวต้นขั้วได้บ้าง หากศาลเห็นว่าควรไต่สวนเพิ่มเติม ทางเราก็เตรียมพยานบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีมาเตรียมให้การในชั้นศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอตามที่มีการยื่น ศาลก็อาจจะมีคำสั่งได้หลังจากนี้

“ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น สามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่า ผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับ เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่าอย่างชัดแจ้งว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยทั้ง 2 ศาลเมื่อปี 2549 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องปรากฏในข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดได้รู้หรือไม่รู้ถึงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแค่วิสัยที่คาดเดาได้ว่าอาจจะล่วงรู้ถึงการลงคะแนนเสียง ก็ย่อมทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับ และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”