อดีต สส.ปชป. มองตั้งรัฐบาลรอบใหม่ สร้างความกระอักกระอ่วนกองเชียร์ 2 ขั้ว ชี้ เกมอำนาจเหนืออุดมการณ์ เชื่อยังคงสูตร ภท.-พท.-กธ.-พรรคเล็ก เหตุพรรคใดตกขบวนขาดทุนทางการเมือง
วันนี้ (15 ก.พ.) นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงบรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า นับเป็นอีกครั้งหนึ่งของการจัดตั้งรัฐบาลที่ทำให้มวลชน กองเชียร์ และผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นพรรคการเมืองที่ตนเองสนับสนุนและเลือกเข้ามา ซึ่งเคยประกาศจุดยืนแข่งขันต่อสู้กับอีกขั้วการเมืองหนึ่ง กลับมาจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน
นายเทพไท ระบุว่า ภาพดังกล่าวทำให้นึกถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งเกิดการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว โดย พรรคเพื่อไทย แยกทางกับพรรคก้าวไกล ฉีกเอ็มโอยู และจับมือกับพรรคการเมืองที่มาจากคณะรัฐประหาร ทั้งที่เคยประกาศบนเวทีหาเสียงว่าจะไม่ร่วมมือกับฝ่ายดังกล่าว ส่งผลให้มวลชนทั้งสองฝ่ายรู้สึกผิดหวัง สับสน และตั้งคำถามว่า เหตุใดพรรคการเมืองที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น เปรียบเสมือน “น้ำกับน้ำมัน” จึงสามารถกลับมาร่วมรัฐบาลกันได้
สำหรับการเลือกตั้งล่าสุด นายเทพไท กล่าวว่า หลังผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ปรากฏภาพการจับมือจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองพรรคมีความขัดแย้งกันระหว่างร่วมรัฐบาล มีประเด็นยึดกระทรวงมหาดไทยคืน การออกแถลงการณ์ถอนตัว รวมถึงการโจมตีกันระหว่างการหาเสียงในหลายกรณี อาทิ คลิปหลุด “อังเคิลกับหลาน” ระหว่างสมเด็จฮุนเซนกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประเด็นที่ดินเขากระโดง คดีฮั้ว ส.ว. และกรณีที่ดินอัลไพน์
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคภูมิใจไทยได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ส่งผลให้มวลชนผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัด หรืออนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งเคยรณรงค์ให้เทคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทยเพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน รู้สึกผิดหวังไม่น้อย ขณะเดียวกัน มวลชนของพรรคเพื่อไทยบางส่วนก็ลำบากใจและไม่เห็นด้วยกับการจับมือดังกล่าวเช่นกัน
นายเทพไท มองว่า แม้ความรู้สึกของมวลชนทั้งสองฝ่ายจะเป็นเช่นนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมือง โดยเชื่อว่าอาจเห็นภาพการร่วมรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และ พรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องการเข้าร่วม เพราะต้องยอมรับความจริงว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ละพรรคได้ลงทุนด้านทรัพยากรและงบประมาณจำนวนมาก หากพรรคใดตกขบวนไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็อาจถือว่าขาดทุนทางการเมือง
“จึงจำเป็นต้องจับมือกัน และจะเห็นภาพพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคจับมือกัน คือภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม รวมถึงพรรคเล็กพรรคน้อยที่หวังโหนรถไฟขบวนสุดท้าย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นเดียวกัน” นายเทพไท กล่าว


