สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ลงนาม MOU ดึงเอกชน–ชุมชน สร้างห่วงโซ่คุณค่าเส้นใยกัญชงและสีย้อมธรรมชาติครบวงจร ดันผลิตภัณฑ์ชีวภาพไทยสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท ไทยโกลเด้นเฮ็มพ์ จำกัด และ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติและสีย้อมธรรมชาติจากภูมิปัญญาไทย สู่ระดับอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ
พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร.เกษมสันต์ จิณณวาโส ประธานกรรมการ BEDO เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO นายสุวีร์ งานดี รองผู้อำนวยการ BEDO นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษา BEDO ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นสักขีพยาน
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain) ให้กับทรัพยากรชีวภาพ โดยบูรณาการบทบาทจาก 3 ภาคส่วนสำคัญ
BEDO ทำหน้าที่สนับสนุนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ต่อยอดสร้างรายได้ให้กับชุมชนในฐานะต้นน้ำของเศรษฐกิจระดับประเทศ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จังหวัดพะเยา นำองค์ความรู้การย้อมสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น ผสานเทคนิค “ชิโบริ” เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากใยกัญชง สร้างรายได้ให้สมาชิกและเครือข่ายชุมชน
บริษัท ไทยโกลเด้นเฮ็มพ์ จำกัด จัดหาวัตถุดิบต้นน้ำ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปเส้นใยกัญชง (Hemp) และเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ ก่อนส่งต่อให้ชุมชนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเชิงพาณิชย์
ดร.เกษมสันต์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของ BEDO คือการสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นต้นแบบการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานชีวภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก
ด้าน ดร.ธนิต ระบุว่า การลงนามครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของคลัสเตอร์เส้นใยธรรมชาติและสีย้อมธรรมชาติ ไม่เพียงส่งเสริมการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ แต่ยังยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้แข่งขันในตลาดได้ พร้อมเดินหน้าผลักดันเครื่องหมายผลิตภัณฑ์และบริการจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Bio Economy) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100%
ขณะที่ นายธนารัตน์ จิตต์พายัพ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยโกลเด้นเฮ็มพ์ จำกัด ย้ำถึงการพัฒนาสายพันธุ์กัญชงที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน
ด้าน นายธัญญา อินต๊ะมอย ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะยึดหลักการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้สมาชิก โดยเฉพาะสตรีและกลุ่มเปราะบาง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานรากและการพึ่งพาตนเองของชุมชน
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวตั้งเป้าสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน โดยคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติและสีย้อมธรรมชาติได้ไม่น้อยกว่า 3–5 เท่า พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชีวภาพ สร้างโอกาสและรายได้ให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


