xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดยุทธการ ชิงพรรคเล็ก ก่อนจัดตั้งรัฐบาล ** จากฮั้ว สว. ถึงเลือกตั้ง 69 กกต. "แหวง" และคณะไปต่อก็มีแต่คนนินทา-หมาดูถูก!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว




++ “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดยุทธการ ชิงพรรคเล็ก ก่อนจัดตั้งรัฐบาล

แม้ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะตอบคำถามสื่อ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องรอกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน

ตอนนี้ ก็ตั้งโจทย์ และคิดไปพลางๆ ว่าจะเอาใครเข้ามาร่วมบ้าง เพื่อให้เป็นรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด และมีเสถียรภาพ มีเอกภาพ อยู่ยาวครบวาระ

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (12ก.พ.) ที่พรรคภูมิใจไทย มีการประชุม ว่าที่สส.ของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ถือเป็นการปฐมนิเทศ บอกให้ไปเคลียร์เรื่องหุ้น เรื่องคุณสมบัติต่างๆ ให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมรายงานตัวเป็น สส.

อนุทิน ชาญวีรกูล
อย่าให้มีเหตุการณ์ ตกม้าตาย หรือ ตายน้ำตื้น !!

ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลให้เห็นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็ก อย่างเช่น “ตรีนุช เทียนทอง” หัวหน้าพลังประชารัฐ, “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ, “สุรทิน พิจารณ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ , “นวินดา สวัสดิ์เดชดี” ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ ได้มาปรากฏตัว ที่พรรคภูมิใจไทย

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ในจำนวนนี้ “สุรทิน -นวินดา -พล.อ.รังษี” ประกาศแล้วว่าจะสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่เท่ากับเป็นการชิงเปิดตัว “พรรคเล็ก” ที่จะมาร่วมรัฐบาล หลังจากเมื่อวันก่อน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ประกาศว่า มี สส.อยู่ในมือ 80 เสียง ทั้งๆที่ตัวเลขของพรรคกล้าธรรมมี 58 เสียง

เพื่อให้เห็นภาพชัด มาดูว่าเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคมีกันกี่เสียง

ภูมิใจไทย 193 , ประชาชน 118, เพื่อไทย 74, กล้าธรรม 58, ประชาธิปัตย์ 22 , ไทรวมพลัง 6 , ประชาชาติ 5, พลังประชารัฐ 5, เศรษฐกิจ 3, รวมไทยสร้างชาติ 2, และมีพรรคละ 1 ที่นั่ง อีก 10 พรรค ซึ่ง เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้งหมด

ถ้าดูจากคำประกาศในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคหลักๆแต่ละพรรค เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่า พรรคใดจะจับมือร่วมรัฐบาลกันได้บ้าง

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ สส.พรรคประชาชน จะไม่มีวันโหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี อีกแล้ว

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์
แต่ตอนนี้กำลังมีข่าวว่า “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ อาจจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน “เท้ง”

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศย้ำแล้วย้ำอีก ว่า จะไม่ร่วมรัฐบาล กับ พรรคกล้าธรรม ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เด็ดขาด

ส่วน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” และ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย บอกเปิดกว้าง ไม่มีข้อจำกัดในการร่วมรัฐบาล

ด้วยเงื่อนไข ข้อจำกัดดังกล่าว สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือ ภูมิใจไทย (193)+เพื่อไทย (74)+กล้าธรรม (58) รวม 325 เสียง แน่นปึ้ก เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนไปเยอะ คือ 74 เสียง

แต่สูตรนี้ก็มีข้อด้อยคือ เก้าอี้รัฐมนตรี มี 36 เก้าอี้ จะไม่พอแบ่ง หรือ จัดให้ทุกฝ่ายพอใจยาก

“พรรคภูมิใจไทย” นอกจากจะเป็นที่ไหลรวมของบรรดาบ้านใหญ่ ซึ่งเคยตกลงกันไว้ ถ้าได้ยกจังหวัด หรือได้เท่านั้น เท่านี้ ก็เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไป ซึ่งผลการเลือกตั้ง มีหลายแห่งที่ “สีนำเงิน”ยกจังหวัด ยังมีโควต้า “คนนอก” ที่เป็นเทคโนแครต ที่จะเอามาเสริมให้หน้าตาครม.ดูดี อีก อย่างเช่น “เอกนิติ -สีหศักดิ์-ศุภจี”

สุรทิน พิจารณ์
“พรรคเพื่อไทย” มี 74 เสียง แต่ด้วยปัญหาที่ว่า “ผู้นำตัวจริง” ยังอยู่ในเรือนจำ แถมมีคดี 112 คล้องคออยู่ อดีตนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็อยากกลับประเทศไทย จะแย่อยู่แล้ว ส่วนอดีตนายกฯ“อุ๊งอิ๊งค์” แม้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯแล้ว แต่ก็ยังมีคดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ในเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง และคดีโยกงบไปแจกในโครงการดิจิทัล 1 หมื่นบาท

เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้เพื่อไทยต้องลดเงื่อนไข ข้อต่อรองต่างๆลง เพื่อให้ได้เข้าร่วมรัฐบาล

ส่วนพรรคกล้าธรรม ของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มี 58 เสียง ก็พยายามรวบรวมเสียงจากพรรคเล็ก ซึ่งตอนนี้เคลมว่ามี 80 เสียงในมือ ก็เพื่อใช้เป็นพลังในการต่อรอง เมื่อเข้าร่วมรัฐบาล

“ร.อ.ธรรมนัส” เคยเป็นมือประสาน รวบรวมพรรคเล็กในรัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตอนนั้นมีเสียงปริ่มน้ำ ประคองจนผ่านวิกฤตมาได้

สูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว” นี้ มีการมองกันว่า ที่ผ่านมา น้ำเงิน กับ แดง เคยระหองระแหง เป็นคู่ “ตบ-จูบ” กันมาก่อน หากร่วมรัฐบาลไป วันดีคืนดี มีการโหวตกฎหมายสำคัญ หรือ มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกิด “เพื่อไทย” พยศ โหวตสวนขึ้นมา อาจทำให้รัฐบาลพังครืนลงได้

พรรคเล็กจึงมีความสำคัญขึ้นมาทันที่ เพื่อไว้เป็นกำลังเสริม

“ผู้กองธรรมนัส” เร่งเดินเกมรวมรวมพรรคเล็ก ไว้เพิ่มพลังต่อรอง

ขณะที่“อนุทิน” ก็มองว่าภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพในการรวมรวมเองไม่ดีกว่าหรือ ทำไมจะต้องไปผ่านทาง “ผู้กองธรรมนัส”

ยุทธการชิงพรรคเล็กระหว่าง “อนุทิน-ธรรมนัส” จึงเผยให้เห็นในตอนนี้

จากจุดนี้ อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ การเจรจา ระหว่าง ภูมิใจไทย กับ กล้าธรรม โดยเฉพาะโควตารัฐมนตรี และบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี

หากเจรจากันไม่ลงตัว มีการมองกันว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลอาจเปลี่ยนเป็น ... ภูมิใจไทย (193)+ เพื่อไทย (74) +ประชาธิปัตย์ (22) +พรรคเล็ก ซึ่งจะมีเสียง 289 + พรรคเล็ก

หลังจากนี้ ความเคลื่อนไหวของพรรคเล็ก จะไปแอบอิงกับพรรคใหญ่ พรรคใด จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่ง

แสวง บุญมี
++ จากฮั้ว สว. ถึงเลือกตั้ง 69 กกต. "แหวง" และคณะไปต่อก็มีแต่คนนินทา-หมาดูถูก!?

เลือกตั้งปี 2569 คงจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นการเลือกตั้งที่ผู้คนในสังคมตั้งคำถาม “ความโปร่งใส” มากที่สุด

หลังลงคะแนนผ่านมา 4 วัน เห็นได้เลยว่าทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง, กลุ่มภาคประชาชน, อดีตผู้มีประสบการณ์ตรง และที่สำคัญที่สุด…ประชาชนบนโลกโซเชียลฯ ที่ส่งเสียงสะท้อนดังกึกก้องลุกเป็นไฟ ในรอบหลายปี

ชื่อของ "แสวง บุญมี" เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อม คณะกรรมการ กกต. กลายเป็นบุคคลที่โลกโซเชียลฯ จดจำได้แม่น แถมทำให้ "แหวง" และพวก โดนทัวร์ลงฉ่ำไม่มีพัก

ล่าสุดมีความเห็นน่าสนใจจากแวดวงนักกฎหมาย "นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์" นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความออกความเห็นว่า การเลือกตั้ง สว. ที่มีข้อครหาการ “ฮั้ว” และความบกพร่องในการนับคะแนนของการเลือกตั้ง ส.ส. ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กกต.


นายกสมาคมทนาย ย้ำด้วยคำว่า “ความยุติธรรมที่ช้า คือความอยุติธรรม”

และยืนยันว่า กกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (3) ที่จะสั่งนับคะแนนใหม่โดยไม่ต้องรอให้ใครร้องเรียน ก่อน แต่กลับเลือกจะนิ่งเฉย ทั้งที่หลักฐานหลายจุดชัดเจนและทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยอย่างกว้างขวาง
นี่ไม่ใช่คำพูดผ่านๆ แต่เป็นการตั้งคำถามถึง “หน้าที่และความรับผิดชอบ” ขององค์กร ที่ได้รับอำนาจสูงสุดในการดูแลการเลือกตั้งของประเทศ

ต้องบอกว่า ความเคลื่อนไหวเรียกร้องความโปร่งใสต่อการทำหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งของ กกต. ตอนนี้จึงลุกลามบานปลายไปทั่วพารา

เรียกว่า คดี “ฮั้วสว.” ยังไม่กระจ่าง เพิ่มเติมด้วยข้อครหาการเลือกตั้งปี 69

“แสวง” และ กรรมการกกต. ถูกจี้ ถูกบี้ ให้ตอบคำถามทุกนาที แต่กกต.ก็ตอบสนองช้าเป็นเต่า กว่าจะให้คำตอบ เช่นกรณี เขต1 ชลบุรี ที่เป็นประเด็นปัญหาถกเถียงกันอยู่หลายวัน โดยในที่สุดก็มีมติ "ไม่นับคะแนนใหม่" เพราะไม่พบการทุจริต

กกต.ทำงานแบบชนิดยึดคติ "ตัวกู ของกู" โดยละเลยสิ่งสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ว่า เสียงของประชาชน ไม่ควรถูกตั้งคำถาม แต่ควรถูกตอบสนองด้วยความชัดเจน

ชาวประชาพากันส่ายหน้า ไม่มีความเชื่อมั่น

นี่จึงไม่แปลก ที่กระแสเรียกร้องให้ “แสวงและคณะ” ลาออกไป ดังขึ้นเรื่อยๆ ...ถ้าฝืนไปต่อก็ขอให้เชื่อเถอะว่า เดินไปไหนก็จะมีแต่คนนินทา หมาดูถูก แหง๋มๆ.