เมืองไทย 360 องศา
ไม่ว่าการออกมาชุมนุมกดดันของพวกที่ถูกเรียกว่า “พวกนับใหม่” จะมีเบื้องหลัง หรือมีคนในพรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” อยู่เบื้องหลังหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อปะติดปะต่อเหตุการณ์กันแล้ว ก็พอทำให้มองเห็นภาพต่อเนื่องได้เหมือนกัน แม้ว่าจะบอกว่าการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้ถูกวิจารณ์ในทางลบมากมาย และรุนแรง แต่ทุกอย่างก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย และพยานหลักฐานเป็นหลัก และใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกจัดการไปตามกระบวนการ
แน่นอนว่าผลการเลือกตั้งคราวนี้อาจผิดความคาดหมายไปมาก โดยเฉพาะบรรดาแกนนำพรรคประชาชน และ “ด้อมส้ม” ทั้งหลาย ที่ผลออกมาในแบบ ส.ส.เขตทั่วประเทศที่มีจำนวนลดลงไปมาก อย่างไรก็ดีสำหรับอีกหลายคนกลับมองเห็นแนวโน้มแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่มีทางที่พวกเขาจะได้ ส.ส.จำนวนมาก หรือตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้สูงลิ่วหรือเกินจริงว่าจะเกิน 250 เสียง เพื่อหวังจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างที่เห็นก็ย่อมสร้างความผิดหวังเป็นธรรมดา
แม้ว่าตามกระบวนการจะต้องใช้เวลาอีกนานนับเดือนกว่าจะมีการรับรอง ส.ส.ยิ่งหากเกิดการประท้วงกดดันได้ผลว่าต้องมีการ “นับใหม่” ก็ต้องล่าช้าออกไปอีก แต่อย่างไรก็ตามเป็นเพียงแค่ “นับใหม่บางเขต” เท่านั้น ไม่ใช่ทั่วประเทศอย่างที่มีความพยายามออกแรงกันสุดตัวอย่างที่เห็น
ขณะเดียวกัน ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่เริ่มมองเห็นว่าจะมีบางคนที่มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ถูกจำคุกรวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิ์การเมืองตามมาจากการทำผิดกฎหมายในเรื่องการ “เปิดหีบ” เลือกตั้ง
อีกทั้งเมื่อพิจารณาจาก “อารมณ์ร่วม” ล่าสุดจนถึงตอนนี้ แม้ว่าชาวบ้านจะไม่ค่อยพอใจบทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แต่อีกด้านหนึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เริ่มตั้งสติและมองออกมาในมุม “แพ้แล้วพาล” มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ประกอบกับปฏิกิริยา “เปิดทางให้นับใหม่” ของอีกฝ่ายย่อมทำให้เป็นการ “เบรกอารมณ์ ”ร้อนแรงลงไปได้มากทีเดียว นอกเหนือจากการเชื่อว่า “นับใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลคะแนน” แต่อย่างใด เพราะชนะขาด
แต่ในความเป็นจริงแล้วในทางกฎหมายการจะนับใหม่ จะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามพยานหลักฐาน การชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เอาเป็นว่าเวลานี้อารมณ์ร้อนแรงของสังคมที่เกี่ยวกับการนับคะแนนที่ไม่ว่าที่มาจะมาจากสาเหตุการ “ปลุกปั่น” จากใคร จากฝ่ายที่แพ้แล้วพาลหรือไม่ ก็ตาม แต่ทุกอย่างก็เริ่มสงบลง เมื่อเทียบกับวันแรกๆ หลังเริ่มทราบผลคะแนนที่ทยอยเข้ามาแบบไม่เป็นทางการ
ขณะเดียวกันเมื่อวกมาที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้งรัฐบาลและการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากพิจารณาจากฝ่ายที่เชื่อว่าจะต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน เพราะนอกเหนือจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีท่าทีชัดตั้งแต่ต้นแล้วว่า “เป็นฝ่ายค้าน” แล้ว พรรคประชาชนก็เป็นอีกพรรค หลังจากก่อนหน้านี้หลังจากทราบผลการนับคะแนนไม่เป็นทางการในช่วงแรกๆ โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ว่าในตอนหลังจากมีลีลาประเภทที่ว่าการพ่ายแพ้อาจยอมรับได้ แต่ถูกโกงยอมรับไม่ได้ อะไรประมาณนั้น ซึ่งก็แน่นอนว่าพรรคประชาชนก็จะเป็นอีกพรรคหนึ่ง ที่ต้องร่วมกันทำงานในสภากับพรรคประชาธิปัตย์ ในวันข้างหน้า และ ตัวนายณัฐพงษ์ ก็จะเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” หากศาลฎีกาไม่รับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หลังจากถูกชี้มูลความผิดจากกรณีร่วมกับ 44 สส. ยื่นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติเกี่ยวกับมาตรา 112
ซึ่งหากพิจารณากันตามแนวโน้มแล้วถือว่าน่าจะ “รอดยาก” เพราะนี่คือช็อตต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยนำทางเอาไว้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตถือว่าเป็น “วิบากกรรม” ของพรรคนี้
สำหรับ บทบาทของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคประชาชนว่าจะเป็นใครหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็จะต้องเจอกับ “ภารกิจที่ยาก” เนื่องจากคราวนี้ต้องเจอกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าอาจเป็น “บทบาทถนัด” ของพวกเขาก็ได้ แม้ว่าประชาธิปัตย์ในยุคนี้ เมื่อเทียบกับยุคก่อน อาจแตกต่างกันในเรื่อง “ฝีปาก” และปริมาณของบรรดา “ขุนพล” ที่ร่อยหรอลงไปมาก โดยเฉพาะจากการเลือกตั้งคราวนี้พวกเขาได้เข้ามาน้อย มิหนำซ้ำหลายคนสอบตก
แต่ถึงอย่างไรหากบอกว่าพรรคเก่าแก่พรรคนี้ที่มักเสียดสีว่า “ดีแต่พูด” คราวนี้ก็คงจะได้พิสูจน์กันแบบจริงจังเสียที และเมื่อต้องมาเจอกับยุค “พี่มาร์ค” นายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถนัดในเรื่อง “อภิปราย” เสียอีก รวมไปถึงความหวังที่ต้องการใช้โอกาสฝ่ายค้านในการสร้างชื่อฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง ทำให้งานนี้พอมองออกว่า บทบาทในสภาในอนาคตพรรคประชาชนคง “ไม่ได้โชว์เดี่ยว” ได้ง่ายๆ อีกต่อไป
นอกเหนือจากนี้ หากยังต้องเจอกับพรรคเพื่อไทยในเวอร์ชั่นใหม่ ที่หากไม่ได้เป็นรัฐบาล ต้องจำใจมาเป็นฝ่ายค้าน ก็คงไม่อาจประมาทไปได้ เพราะยังมีบรรดาพวก “เก๋าเกม” ในพรรคมากมาย ถึงได้บอกว่างานนี้ เชื่อว่า บทบาทของพรรคประชาชนในสภาในฐานะฝ่ายค้านจะถูก “บดบัง” จากพรรคอื่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ที่เวลานี้ถือว่า “เดินกันคนละทาง” แน่นอนแล้ว
อีกทั้งยิ่งถ้าสถานการณ์เลวร้ายเมื่อบรรดา “ตัวตึง” หลายคน ในพรรคประชาชนถูกสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ส.ส.หากศาลฎีการับคำฟ้องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินอกจากเหนือจากมี ส.ส.อีกราวสิบกว่าคนต้องลดจำนวนลงไปแล้ว ยังกระทบต่อการทำหน้าที่ในสภาในฐานะฝ่ายค้านอีกด้วย ยิ่งทำให้บทบาทถูกเบียดบังหรือ “ถูกแย่งซีน” จากพรรคอื่นเสียอีก ทุกอย่างก็จะยิ่งไปกันใหญ่
นั่นคือภาพรวมๆ ทั้งหมดที่จะสะท้อนให้เห็นว่าทั้งในปัจจุบันและในอนาคนอันใกล้นี้ “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชนกำลังต้องเจอกับภาวะ “วิบากกรรม” ที่หนักหน่วงเรื่อยๆทั้งในเรื่องกฎหมายที่มีความเสี่ยงต่อการที่จะถูกดำเนินคดี ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากศาลฎีการับคำฟ้องจาก ปปช.กรณีการแก้ไข มาตรา 112 ทุกอย่างก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทันที อีกทั้งหากพิจารณาจากบทบาทในฐานะฝ่ายค้านก็จะยิ่งยากเมื่อต้องมาเจอกับพรรค “จอมเขี้ยว” อย่างประชาธิปัตย์ ในสภา ก็จะยิ่งมีโอกาสถูกบดบังมากขึ้นไปอีก ถึงได้บอกว่างานนี้อยู่กับที่ก็ลำบาก จะไปต่อก็ยิ่งยุ่งยาก !!


