วงประชุมว่าที่ สส.ภท.เผย มี สส.จากพรรคการเมืองอื่นไม่น้อยกว่า 30 คน หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ส่วนจัดตั้งรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเจรจา ไล่เรียงตามลำดับ พท.-กธ.-ปชป. ส่วน ปชน.ประกาศชัดเป็นฝ่ายค้าน พร้อมเปิดกว้างทุกพรรค ขอให้เดินตามนโยบายลืมความขัดแย้งในอดีต
วันนี้ (12 ก.พ.) แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า การประชุมว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย วันนี้ แกนนำพรรคได้ชี้แจงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลให้สมาชิกพรรคทราบว่าขณะนี้พรรคมีว่าที่ สส.จำนวน 193 คน แบ่งเป็น ว่าที่ สส.เขตเลือกตั้ง 174 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน แต่มีว่าที่ สส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่แจ้งความจำนงจะสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี อีกไม่น้อยกว่า 30 คน ซึ่งมีทั้งที่มาแสดงตนก่อนการประชุมพรรค และที่ยังไม่ได้มาแสดงตนอีกจำนวนหนึ่ง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในที่ประชุมพรรค นายอนุทิน ได้กล่าวย้ำกับว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย หลายครั้งว่าจะจัดตั้งรัฐบาล หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะคำนึงถึงความต้องการของประชาชนมากกว่า 9.9 ล้านคน ที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ทั่วประเทศ และอีก 5.9 ล้านคะแนน ที่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เป็นประการแรก อย่าทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้เสียศรัทธา และเสียใจกับการลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพรรคได้ว่าที่ สส.มาไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จึงต้องมีการเจรจากับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง จะเชิญพรรคลำดับ 2-3-4-5 พบปะพูดคุยถึงแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล และเงื่อนไขในการทำงานร่วมกัน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พรรคลำดับ 2 ได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะแล้วว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย การเจรจาจึงจะเริ่มต้นจากพรรคลำดับที่ 3 คือ พรรคเพื่อไทย จากนั้นก็เป็นพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นลำดับสุดท้าย
แม้ว่าที่ประชุมจะมอบสิทธิให้หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค เป็นผู้เจรจาและตัดสินใจได้ แต่ นายอนุทิน แจ้งว่า เมื่อพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว จะนำผลการเจรจามาแจ้งกับสมาชิกพรรค เพื่อให้พิจารณาร่วมกัน รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกพรรค ด้วย
สถานการณ์ขณะนี้ จึงยังมีความเป็นไปได้สำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยไม่ปิดโอกาสตัวเอง และจะพยายามจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้นโยบายรัฐบาลไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน แม้ว่าในอดีตจะเคยขัดแย้งกันมาทั้งความคิดและแนวทางการทำงาน แต่หากมาร่วมกันแล้ว ขอให้หยุดความขัดแย้งทั้งหมด แล้วมาช่วยทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ต่อไป เพราะความขัดแย้งทางการเมืองไม่สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้


