xs
xsm
sm
md
lg

วุฒิสภาถกปรับโครงสร้างภาษี รับมือขาดดุลพุ่ง–หนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% ชี้โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วุฒิสภาถก “ปรับโครงสร้างภาษีไทย” รับมือขาดดุลพุ่ง–หนี้สาธารณะจ่อแตะ 69.78% ในปี 2571 ชี้โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ทั้งสังคมสูงวัย เด็กเกิดต่ำกว่า 4 แสนคนต่อปี และความเชื่อมั่นลงทุนถดถอย “พิสิฐ” เสนอเพิ่มลดหย่อนภาษีบุตร 5 แสนบาท พร้อมขยับ VATเป็น 10% ดึงรายได้เพิ่ม 4 แสนล้าน ตั้งกองทุนหนุนเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 3 พัน กระตุ้นศก.ระยะยาว

วันนี้ (12 ก.พ.) คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการคลัง ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาในหัวข้อ “ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการเสวนา อาทิ กรมสรรพากร และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญ คือ ปัญหางบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-ageing society) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และต้นทุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่สูงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องความโปร่งใสของประเทศ โดย Transparency International รายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันล่าสุด ระบุว่าไทยอยู่อันดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลง

ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ปรึกษาประจำกรรมาธิการเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบได้กับ “อาการต้มกบ” คือเกิดความเสียหายสะสมอย่างช้า ๆ ต่อเนื่อง โดยพบว่าเด็กไทยเกิดใหม่ไม่เกิน 4 แสนคนต่อปี ส่งผลต่อกำลังแรงงานในอนาคต ขณะที่ประชาชนมีอายุยืนขึ้น แต่รายได้และเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

งานวิจัยของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เมื่อเกษียณอายุควรมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันผู้เกษียณที่มีเงินออมในระดับดังกล่าวยังมีสัดส่วนไม่มาก

นายพิสิฐเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นอัตราการเกิด โดยเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับบุตร จากปัจจุบัน 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท เพื่อจูงใจกลุ่มวัยเจริญพันธุ์ให้มีบุตรมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยระบุว่า ส่วนต่าง 3% ที่จัดเก็บเพิ่มสามารถนำเข้าบัญชีประชาชนผู้ซื้อสินค้า รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มประมาณ 4 แสนล้านบาท เพื่อนำไปจัดตั้งกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล และใช้สนับสนุนเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยกระตุ้น GDP

ขณะที่นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศว่า ในปีงบประมาณ 2569 คาดการณ์งบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 4.4% และตามแผนการคลังระยะปานกลาง หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอาจแตะระดับวิกฤตในปี 2571 ที่ร้อยละ 69.78 ของ GDP

ทั้งนี้ ได้ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ให้จัดทำนโยบายเศรษฐกิจที่มี “Growth Engine” หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว.