xs
xsm
sm
md
lg

ปชน.ดิ้นสุดฤทธิ์ กู้วิกฤตนอก-ใน !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศรายุทธิ์ ใจหลัก - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

สังเกตหรือไม่ว่า เวลานี้มีเพียงพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นที่ไม่แสดงท่าทีใดๆ เกี่ยวกับการนับคะแนน หรือเรื่อง “นับใหม่” ออกมาเลยก็คือพรรคเพื่อไทย อาจมีเพียงผู้สนับสนุนคนสำคัญที่รู้จักกันในแบบที่ว่า “นางแบก” เท่านั้น ที่รีบออกมาเตือนทำนองว่า “ให้ระวังอย่าหลงกลพรรคส้มลงถนน เปิดทางอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง” ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ กลับเงียบกริบ จนผิดสังเกต นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การเคลื่อนไหวของพวก “นับใหม่” คราวนี้ถูกชี้ไปที่ “พรรคส้ม” และมองเห็นเบื้องหลังได้ไม่ยาก แม้ว่าพวกเขาจะยืนยันชัดเจนว่า การจัดการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นั้นมีปัญหาก็ตาม

เมื่อวกมาที่พรรคประชาชน ก็ต้องบอกว่าหลังจากที่ผลการเลือกตั้งออกมาว่า “พ่ายแพ้ย่อยยับ” ในด้านจำนวน ส.ส.ที่หดหายลงจากเดิมเหลือแค่ราว 118 ที่นั่งเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า พรรคนี้กำลังอยู่ในภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันแม้ว่าที่ผ่านมามีการวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุของความล้มเหลวและตกต่ำลงของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ที่ว่านี้มาพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนก็คือ ปัญหาที่เกิดเป็น “วิกฤตภายใน” ซึ่งเวลานี้เผยให้เห็นชัดเจนขึ้น นั่นคือ มีการวิจารณ์ “เปิดโปง” ลักษณะท่าทางและพฤติกรรมของตัวหัวหน้าพรรคคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และระดับผู้บริหารพรรคจนถึงขั้นเรียกร้องให้ “ลาออก” และมีคำขอโทษ

ตัวอย่าง เช่น น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ซึ่งไม่ผ่านการคัดเลือกจากพรรคให้ลงสมัคร สส.ครั้งที่ผ่านมา ได้โพสต์ Story Instragram แสดงความเห็นกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ไม่สามารถนำทีมชนะเลือกตั้งได้ โดยโพสต์ตลอดทั้งคืน

น.ส.ธิษะณา เรียกร้องว่า “ลาออกเถอะ ไร้ภาวะผู้นำ” นอกจากนี้ น.ส.ธิษะณา ยังแสดงความเห็น "คือคนไม่ได้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำค่ะ คุณเท้งคุณไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่ตอนที่ยกมือให้ภูมิใจไทยแล้วล้มเหลว นี่ก๊อกหนึ่ง ก๊อกสองยังมีและการคัดเลือกผู้สมัครฟอกเงินยาเสพติด 2 หมื่นล้าน ก๊อกสามยังมีมีการปล่อยผ่านเรื่องเว็บพนันจน เรื่องแดงที่หลังคุณควรลาออกตั้งแต่สามเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเป็นจริยธรรมของนายกสากลทั่วโลก แต่คุณยึดติดกับตำแหน่งกระหายอำนาจทั้งๆ ที่ไม่มีศักยภาพจนมันเป็นแบบนี้ค่ะ

คนดีกว่าคุณมีหลายล้านคน ทั่วประเทศค่ะ คลายอำนาจซะเถอะค่ะ ตอนเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ก็ไม่มีแคนดิเดตคนอื่น นอกจากคุณคนเดียว แล้วพรรคจะมีทางเลือกอื่นหรอคะ เหมือนมัดมือชกทั้งๆ ที่ดิฉันก็ไม่ได้เห็นว่าคุณมีศักยภาพตรงไหน”

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของอดีตผู้สมัครพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัดออกมาเปิดโปงในกรณีการคัดเลือกผู้สมัคร ที่ไร้มาตรฐาน ส่งผลให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งในหลายจังหวัด โดยเฉพาะคะแนนเสียงที่ลดลงมาก

อย่างไรก็ดี นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงการขับเคลื่อนของพรรคประชาชนหลังจากนี้ พร้อมกับแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนจะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส.ทั้ง 500 คน ซึ่งยอมรับว่าเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด โดยขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ว่าจะปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน แต่ยังไม่ตกผลึกเพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง และตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

โดยคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทนจะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้านแต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

“ถ้าหากบอกคุณเท้ง(ณัฐพงษ์) บริหารงานไม่ดีผมไม่เห็นด้วย และโดยในภาพรวมไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาขนาดนั้น เพียงแต่พรรคโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 80 คนเป็น 150 คน และมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารอย่างกระทันหัน เพราะฉะนั้นไม่ง่ายที่จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่มั่นใจภาพรวมพรรคเข้มแข็งขึ้นดูดีมากขึ้น " นายศรายุทธิ์ กล่าว

นายศรายุทธิ์ ยังยืนยันว่าจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับการบริหารพรรคในอนาคตซึ่งทำแบบนี้มาทุกการเลือกตั้ง คาดว่าในการสัมมนาจะมีแบบแผนในการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นอกจากนี้สิ่งที่เรียกว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้งของพรรคประชาชนก็คือการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิด 44 ส.ส. ของพรรค กรณียื่นร่างแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งหากศาลรับคำร้อง ก็จะส่งผลให้พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และในจำนวนนั้นมีระดับหัวหน้าพรรคคือ นายณัฐพงษ์ น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึงระดับแกนนำที่มีชื่ออีกหลายคน ซึ่งจะกระทบต่อจำนวน ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้อีกด้วยนับสิบคน โดยเฉพาะหากเป็น ส.ส.เขต ก็จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมกันใหม่

แม้ว่ายังมีขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาคดี แต่หากพิจารณาทางด้านกฎหมายแล้ว หลายคนมองว่า “ไม่น่ารอด” เหมือนกับที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดดังกล่าวออกมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นช็อตต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ทำให้ทุกออย่างต้องเดินไปตามเส้นทางนี้แบบเลี่ยงไม่ได้

เมื่อพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว เวลานี้ถือว่าพรรคประชาชนกำลังอยู่ในภาวะกฤติหนัก ทั้งในเรื่องความศรัทธาที่หดหาย และสะท้อนออกมาผ่านผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ย่อยยับ และที่จะหนักหน่วงตามมาอีกก็คือต้องรอลุ้นว่าศาลฎีกาจะรับพิจารณาวันไหนเท่านั้นเอง ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่มี “คนรู้ทัน” พยายามโยงให้เห็นการ “ดิ้นรน”ของพวกเขากับพวก “ม็อบนับใหม่” ที่ถูกมองว่าต้องการพลิกเกมกันแบบขนานใหญ่ แต่อย่างว่างานนี้อาจฝันค้าง เพราะมีแต่คนรู้ทันและเริ่มแก้เกมกันแล้ว !!