“อภิสิทธิ์” จี้ กกต.เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วยด่วน! ชี้ ปัญหาบัตร 2 ระบบ คลาดเคลื่อนต้องแจงให้ชัด ปล่อยกังขายืดเยื้อยิ่งลุกลาม บั่นทอนความชอบธรรม-ศรัทธาต่อ ปชต.และภาพลักษณ์ชาติ หวั่นเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ย้ำ ปชป.ไม่รอสายร่วม รบ. เดินหน้าตรวจสอบเข้มใน-นอกสภา
วันนี้ (11 ก.พ.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคฯ หลังการเลือกตั้งโดยมีว่าที่ สส.บางส่วนร่วมด้วย
โดยภายหลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้ง และกำหนดทิศทางในอนาคตของพรรค โดยมี 2 เรื่องด่วน คือ จากกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ที่ดูจะลุกลามไป ทำให้เกิดข้อกังขาหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรจะเร่งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด โดยวิธีการที่ดีที่สุด คือ เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความแตกต่างกันอยู่ในหลายพื้นที่ และขอให้เร่งใช้อำนาจของตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนับคะแนนใหม่ หรือกรณีที่จำเป็นในการลงคะแนนใหม่ ตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. เพราะในกระบวนการประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมคือกระบวนการที่สร้างความชอบธรรม และศรัทธาให้กับระบบประชาธิปไตย ที่รวมไปถึงการจัดรัฐบาล หากปล่อยให้เกิดการกังขาแบบนี้ และทอดเวลาออกไปจนทำให้มีคนจำนวนมาก ไม่เชื่อมั่นในระบบ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานภาพของการเมือง ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการให้ กกต.สร้างความโปร่งใสให้เร็วที่สุด
“เราเข้าใจกลุ่มคนที่มีความไม่พอใจจากข้อมูลที่เขาพบเกี่ยวกับความผิดปกติ แต่ก็อยากให้ขอทุกฝ่ายระมัดระวัง ไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเช่นเดียวกันต่อสถานภาพและภาพลักษณ์การเมืองไทย จึงอยากจะเรียกร้องในเบื้องต้นให้สร้างความชัดเจน และพรรคยินดีรับข้อมูลในส่วนของผู้สมัครของพรรคที่มีการร้องเรียนเข้ามาโดยจะมีทีมคอยวิเคราะห์ เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ชัดเจนที่สุด”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงกรณีที่ได้ดำเนินการเรื่องปัญหาสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น จนถึงวันนี้เหลือระยะเวลา 17 วัน นับแต่ที่รัฐบาลออกมาตรการอายัดทรัพย์ จึงอยากเรียกร้องที่เร่งรัดดำเนินการอย่าปล่อยให้ระยะเวลา 90 วันผ่านพ้นไป จนสุดท้ายมาตรการการอายัดทรัพย์ชั่วคราวไม่ได้ส่งผลอะไร ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาเรายังเห็นว่ายังมีบุคคลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ เช่น สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมด้วย และโครงการอื่น เช่น การสแกนม่านตา เรามองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควร ในการที่จะยึดอายัดทรัพย์หรือป้องกันไม่ให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ไปจนถึงเรื่องการที่จะทำให้ไม่สามารถขยายผลไปยังกลุ่มต่างๆ ได้ ซึ่งตนทราบว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ หน้าที่ส่วนนี้เป็นงานของ ปปง. และ ก.ล.ต. แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเรื่องนี้ ฉะนั้น หากปล่อยระยะเวลาผ่านไป และยิ่งมีรัฐบาลรักษาการยาว ในที่สุดมาตรการทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้นและการปราบปรามก็ไม่สำเร็จ
ส่วนของงานนิติบัญญัติได้มีการตั้งคนที่จะเข้ามาเร่งทำเรื่องข้อกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของพรรคที่ได้มีการหาเสียง และเพื่อความพร้อมในการทำงานด้านนี้ และยังมีการปรับโครงสร้างหรือปรับปรุงการทำงาน บริหารจัดการภายใน เพราะกก.บห.ชุดนี้แทบไม่ได้มีเวลาทำเรื่องนี้เลย เนื่องจากหลายเดือนที่ผ่านมาต้องไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
ส่วนเรื่องการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่ออะไรทั้งสิ้น สิ่งที่ยืนยันได้คือพรรคได้แสดงท่าทีที่ชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไขของการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลในช่วงหาเสียงก็ยึดถือตามนั้นทุกประการ
เมื่อถามต่อว่าชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ที่ว่าไม่ต้องรอสายคือปิดโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อย่างที่บอกว่า เราไม่ร่วมกับพรรคไหนและถ้าไปร่วมก็ต้องมีเรื่องของนโยบายหรือเงื่อนไขที่เราได้พูดไปแล้ว
เมื่อถามอีกว่า มีหลายฝ่ายกังวลการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่มี พรรคส้ม กับฟ้า รวมกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าบริหารด้วยความโปรงใส่ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
เมื่อถามถึงกรณีการนับคะแนนดูเหมือน กกต.ตีโจทย์ไม่แตก ขนาดกรณีปัญหาที่เขต 1 ชลบุรี ยังต้องใช้เวลา 2 วัน จะทันกับสถานการณ์ความเป็นไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมก็อยากเรียกร้องและเร่งรัด อย่ามองว่า เป็นเรื่องเล็กเพราะเราสังเกตได้ว่าจากที่ดูเหมือนจะเป็นเฉพาะพื้นที่ ขณะนี้มีหลายพื้นที่ที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน และทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหลายถูกบั่นทอนไปเยอะแล้ว ความจริงตอนนี้ผ่านมา 2-3 วัน แล้วน่าจะมีความพร้อมในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่น คะแนนในหน่วยเลือกตั้งหากเป็นปี 66 ระเบียบเขียนชัดว่าภายใน 5 วัน ต้องมีการเปิดเผยออกมา ซึ่งระเบียบอาจจะเขียนว่า “โดยเร็ว” ซึ่งก็ควรไม่เกิน 5 วัน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งจะทำให้ประชาชนมาร่วมตรวจสอบได้ และถ้ามีความผิดปกติ กกต.ก็จะสามารถใช้อำนาจในการสั่งให้ดำเนินการใหม่ จะเป็นนับคะแนนหรืออะไรก็ตาม เพื่อให้การเลือกตั้งมันความสุจริตเที่ยงธรรมตามวัตถุประสงค์ของการที่มี กกต .และรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ มองว่า จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นขณะนี้อาจจะยังไม่สามารถไปสรุปได้ว่าเป็นกระบวนการหรือมีการทุจริตหรือไม่ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือยุคปัจจุบันสังคมข้อมูลข่าวสารและความสามารถของคนในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงจะเป็นภาพ เป็นคลิปหรืออะไรก็ตาม มันมีความผิดพลาดหรือผิดปกติในหลายกรณี ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจที่คนอาจจะตั้งคำถามขึ้นมาได้ และยิ่งมีภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทำให้คนสงสัย ก็ทำให้กระแสการเรียกร้องดังขึ้น ว่าจำเป็นต้องมานับคะแนนกันใหม่ทั้งหมดหรือไม่
“ดีที่สุดขณะนี้ คือ กกต.ต้องเร่งสร้างความโปร่งใส ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ผมก็เชื่อมั่นว่า ไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมแล้ว นอกจากเผยแพร่ออกมา เช่น ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคะแนนบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบมันไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ที่มีจำนวนมากพอสมควร กกต.ก็ต้องมีตัวเลขที่บันทึกไว้เรียบร้อยว่าในเขตหรือหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ มีคนรับบัตรไปกี่คน มีคะแนนเท่าไหร่ มันสามารถเปิดเผยได้เลย ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนมีความมั่นใจมากขึ้นว่าอย่างน้อย ก็มีความโปร่งใส ส่วนเมื่อเปิดเผยข้อมูลแล้ว มีความผิดปกติหรือผิดพลาดก็จะได้ตรวจสอบกันได้ แต่หากไม่เร่งดำเนินการเรื่องนี้ เราเกรงว่าจะลุกลามไปและไม่ส่งผลดีกับระบบการเมืองทั้งหมด”
เมื่อถามว่า คาดการณ์ว่า การจัดตั้งรัฐบาลขะเกิดขึ้นในอีกสัปดาห์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นฟังจากนายกรัฐมนตรีที่เป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดพูดทำนองว่าอยากให้การรับรองผลของการเลือกตั้งมันชัดเจนก่อน ฉะนั้น เรื่องสำคัญคือกระบวนการของ กกต.ที่มีเวลา 60 วันตามกฎหมาย และยิ่งมีคำถามหรือข้อสงสัยอยู่ก็ต้องใช้เวลาในช่วง 60 วัน หรือสั้นกว่านั้น เราอยากให้เร็วแต่ก็ต้องชัดเจนด้วย เพราะ กกต.ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วว่าในที่สุดก็มีการเอาผิดคนได้น้อยมาก ทั้งที่มีการพูดจาหนาหูในทุกพื้นที่ว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าเรื่องการกล่าวหาซื้อเสียง คือกระบวนการของ กกต.เอง ที่ส่งผลรุนแรงกว่าทำให้คนตั้งคำถามเรื่องระบบได้ดังนั้นอยากให้เร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องออกมา
เมื่อถามว่า มีคนเกรงว่า อาจจะซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2500 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อ่านจากประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้ากระบวนนี้ถูกตั้งคำถามและไม่เป็นที่ยอมรับ มันจะเกิดความวุ่นวายแน่นอน ดังนั้น ถ้า กกต. มั่นใจในกระบวนการต่างๆ ที่ดำเนินกันมา ต้องเร่งเอาข้อมูลออกมาให้คนเห็น แต่ถ้ายิ่งช้าไปเกรงว่าจะยิ่งทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และจะลุกลามไปได้
เมื่อถามว่าที่กังวลเรื่อง เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะเป็นเรื่องม็อบหรืออำนาจนอกระบบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีกระบวนการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ โดยดูจากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ความละเอียดอ่อนสูง ฉะนั้น ไม่อยากให้ กกต.อยู่ในกรอบความคิดว่าก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มาถึงวันนี้เริ่มลุกลามแล้ว จากพื้นที่เดียวกลายเป็นชักชวน รณรงค์แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการระดับประเทศ กก๖งยิ่งต้องเร่งตอบคำถามเห่านี้ให้ได้
เมื่อถามว่า มองอย่างไรก็ที่ดูเหมือนผลการเลือกตั้งทำให้สังคมมีความเห็นแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเลือกตั้งก็เพราะมีความเห็นที่แตกต่างอยู่แล้ว แต่ตนไม่ได้มองว่าเป็นความขัดแย้ง บอกได้แต่เพียงว่าประชาชนในแต่ละพื้นที่มีความคิดแตกต่างกันไป ต้องการใครมาบริหารหรือต้องการไปในทิศทางใด แต่หากกระบวนการเลือกตั้งสามารถสร้างความมั่นใจว่าถูกต้องชอบธรรม ทุกฝ่ายก็เดินหน้ารับได้อยู่แล้ว
“สังคมจะสันติสุขก็ต้องเริ่มจากความโปร่งใส่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเลือกตั้งและการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมาโปร่งใส เราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ไม่เป็นปัยหา แต่เมื่อใดก็ถามที่เรามีประเด็นเกี่ยวกับความชอบธรรมขึ้นก็จะเป็นปัญหาเสมอ”


