เมืองไทย 360 องศา
แม้ว่าตามขั้นตอนแล้ว คงใช้เวลาอีกประมาณ 50-60 วัน กว่าจะถึงกระบวนการเริ่มฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ และกว่าจะได้นายกรัฐมนตรีใหม่ ไปจนถึงรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่ ก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ และ ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องรักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 4-5 เดือน เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี แม้ว่าขั้นตอนแรกยังต้องรอผลการเลือกตั้งเสียก่อน ซึ่งมีบางพื้นที่ดูเหมือนว่า “มีคนพยายามป่วน” หลังจากผลการเลือกตั้งผิดคาดหมายไปมาก แต่ก็เชื่อเถอะในที่สุดแล้วมันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้
แต่สำหรับการเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ มาถึงวันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า จะมีลักษณะแบบไหน มีพรรคไหนถูกดึงเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยบ้าง ขณะเดียวกันเริ่มเห็นชัดแล้วว่าจะมีพรรคใดบ้างที่จะได้เป็นฝ่ายค้าน
ท่าทีที่เริ่มเห็นความชัดเจนว่า รัฐบาลผสมชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำมีแนวโน้มจะออกมาแบบสูตร “น้ำเงิน-เขียว-พรรคเล็ก” นั่นคือ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และ พรรคขนาดเล็ก รวมเสียงกันได้เกิน 280 เสียง โดยสูตรนี้จะตัดพรรคเพื่อไทย ออกไปเป็นฝ่ายค้าน
ก่อนหน้านี้ได้เห็นท่าทีดังกล่าวจากคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงทิศทางการตั้งรัฐบาลว่า ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนได้แล้ว 95% จึงอยากให้รอให้เกิดความชัดเจนทั้งหมดก่อน จึงจะเริ่มหารือ เพราะฉะนั้น อะไรก็แล้วแต่ขึ้นอยู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค
ถามว่า มองว่าความเหมาะสมของพรรคร่วมรัฐบาลยิ่งน้อยยิ่งดีหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่ต้องดูว่าอะไรที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการทำงานต่อ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และมองว่าตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ใกล้เคียงจำนวน 300 เก้าอี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คำว่าเสถียรภาพ นอกจากตัวเลข จำเป็นต้องดูที่รายชื่อของพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น ตนมองว่าไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะสุดท้ายแล้ว เราต้องไม่ดูเรื่องของนโยบายในการหาเสียงที่ผ่านมาของแต่ละพรรคเป็นอย่างไร และมีนโยบายที่ขัดแย้งกับภูมิใจไทยหรือไม่ หากไม่ขัดแย้งเราจะคุยและหารือกัน
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล จะนานหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่า กกต.จะรับรอง สส.เขตให้เกิดความเรียบร้อย และหลังจากนั้นหัวหน้าพรรค ภท. จะเป็นผู้เจรจา เมื่อถามอีกว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ เนื่องจากบางพื้นที่เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนที่นับใหม่อาจจะเกิดความผิดพลาดภายในหน่วย ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือกองเชียร์ ที่ยังไม่มั่นใจ อาจจะมีการเรียกร้องให้นับใหม่ มองไม่เป็นเรื่องปกติ ซึ่งต้องทำให้เคลียร์
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง สส.ก่อน ดังนั้น เราจะขยับอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน ใช่หรือไม่ ตอนนี้ทำได้แค่เตรียมการและคิดไปเรื่อยๆ
ถามว่า จะต้องรวดเร็วหรือไม่ เพราะบางเรื่องประชาชนกำลังรอรัฐบาลใหม่ในการอนุมัติ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า กกต.ต้องรับรอง สส.ก่อน ซึ่ง กกต.มีกรอบของกฎหมายอยู่ว่าจะรับรองภายในเวลาไม่เกิน 60 วัน ถูกไหม ซึ่งตอนนี้เพิ่ง 2 วันเอง ต้องให้ เวลากกต.ได้ทำงาน อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีกระบวนการความคิดอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว
ส่วนจะเป็นขั้วเดิมหรือไม่ที่จะทำงานไปด้วยกันต่อ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งถามอะไรในตอนนี้เลย ยังไม่บอก เพราะยังบอกอะไรไม่ได้
ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงบรรยากาศในที่ประชุม ครม. ได้มีการหารือจับมือกันตั้งรัฐบาลแล้วหรือไม่ โดยร.อ.ธรรมนัส หัวเราะก่อนตอบว่า ไม่มี มีแต่เรื่องงานที่จะเดินหน้าต่อ โดยระหว่างนี้นายกรัฐมนตรี เน้นเรื่องการทำงานจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเปรยหรือไม่ว่า จะได้รัฐบาลใหม่ช่วงไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องรอจนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรับรองผลได้ครบ หากไปถามนายกฯ ท่านก็จะพูดแบบนี้ และหลังจากนี้ตนจะเดินทางเข้ากระทรวงเพื่อทำงานต่อ
ถามว่า มีสัญญาณที่ดีส่งมาแล้วหรือยังว่า จะได้ร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณอะไร ในห้องประชุมก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ อย่างมากก็แสดงความยินดีกับทุกคน ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ที่นั่งอยู่ในห้องประชุม รวมกันก็ได้ 200 กว่าเสียง เกินครึ่งแล้ว และมีรายงายว่า ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ท่าทางที่ผ่อนคลาย และยิ้มแย้มตลอดเวลา
เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งหมดนาทีนี้ ถือว่า สูตร “น้ำเงิน-เขียว” มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงมากทีเดียว เนื่องจากถือว่าลงตัวมากกว่าสูตรอื่น ที่มีพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม เพราะการที่มีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมนอกจากมีผลกระทบกับความรู้สึกของกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่เอาเพื่อไทยจากปัญหา “อังเคิล” แล้ว ยังมีผลต่อการบริหารจัดการตำแหน่งรัฐมนตรี เรื่องนโยบาย
ขณะที่มีพรรคร่วมรัฐบาลน้อยพรรค โดยเฉพาะพรรคที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บอกใบ้ว่า มี “เสียงเกินครึ่ง”แล้ว นั่นคือ เมื่อรวมเสียงของพรรคภูมิใจไทย กล้าธรรม และพลังประชารัฐ ก็ได้เสียงรวมกัน 251 เสียงแล้ว นี่จึงเป็นที่มาของสูตร “สองสี” บวกพรรคเล็ก นั่นเอง ขณะเดียวกัน ในเรื่องการเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีก็สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และตอบสนองกับกลุ่ม “บ้านใหญ่” ในพรรคได้ดีกว่าอีกด้วย อีกทั้งยังสามารถกำหนดนโยบายหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายได้สะดวกกว่า หากพรรคภูมิใจไทยต้องการคุมทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากตัวเลขที่ชี้ให้เห็นก็ต้องถือว่า สูตร “น้ำเงิน-เขียว” บวกพรรคเล็ก และเมื่อพิจารณาจากท่าทีที่แสดงออกมาของบรรดาแกนนำพรรคแล้วนาทีนี้ถือว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้มาก อีกทั้งการไม่มีพรรคเพื่อไทยยังมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย เนื่องจากในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างภาคอีสานยังต้องมีการแข่งขันกันอีก ทำให้ทุกอย่างมันย่อมมีคำตอบในตัวอยู่แล้ว !!


