ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ เซอร์ไพร้ส์ เลือกตั้ง 2569 “ไทรวมพลัง” ม้ามืด โค่นบ้านใหญ่ คว้า 6 สส. ส่วน “เพื่อไทย” เจอพิษ “อังเคิล” ถึงทรุด
ในการเลือกตั้งใหญ่แต่ละครั้ง มักมีปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮา สร้างสีสัน ความแปลกใจ ให้กับผู้ติดตามอยู่เสมอ บางเขตมีการ “ล้มช้าง” บางจังหวัดที่“เจ้าถิ่น” ครองอำนาจมานานต้องแพ้ยกจังหวัด หรือบางจังหวัด แค่ถูกเจาะไปเขตเดียว ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน มีพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ไม่เคยอยู่ในกระแส ไม่เคยถูกพูดถึงในโพลต่างๆ แต่โผล่มาทีเดียว มี สส.6 ที่นั่ง จนเกิดคำถามว่า มาได้อย่างไร ใครอยู่เบื้องหลัง
พรรคที่ว่านี้คือ “พรรคไทรวมพลัง” ได้ สส.อุบลราชธานี 4 ที่นั่ง สุราษฎร์ธานี 1 ที่นั่ง และปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง
“พรรคไทรวมพลัง” เคยเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 2 ครั้ง เริ่มจากชื่อ “พรรคใจถึงใจ ภูมิใจไทย” เมื่อปี 2561 ต่อมาเปลี่ยนเป็น “พรรคเพื่อไทรวมพลัง” ในปี 2563 และใช้ชื่อ “พรรคไทรวมพลัง” ในการเลือกตั้งครั้งนี้
หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง เป็นคนหนุ่ม หน้าตาดี ชื่อ “วสวรรธน์ พวงพรศรี” หรือ “กังฟู”
เอ่ยชื่อมา คอการเมืองก็ยังไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นหลานของ “ยลดา หวังศุภกิจโกศล” นายก อบจ.นครราชสีมา คราวนี้ อาจร้องอ๋อ หรือนึกภาพออกว่า เป็นคนในเครือข่าย “ตระกูลแป้งมันโคราช” นี่เอง
ชัดๆ ก็คือ “กังฟู” เป็นลูกชายของ “มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ” ซึ่งเป็นพี่สาว “ยลดา หวังศุภกิจโกศล” นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยาของ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” หรือ “กำนันป้อ” อดีต รมช.คมนาคม นั่นเอง
เมื่อย้อนหลังไปดูการเลือกตั้งปี 2566 ผู้สมัครของพรรคนี้ เคยล้มแชมป์หลายสมัยอย่าง “ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” กับ “สมคิด เชื้อคง” 2 ผู้สมัครคนดัง ของพรรคเพื่อไทย จ.อุบลราชธานี มาแล้ว
เลือกตั้งครั้งนี้ “พรรคไทรวมพลัง” ส่งผู้สมัครแค่ 26 คน เป็น สส.เขต 11 คน คือที่ จ.อุบลราชธานี ส่ง 6 เขต ชนะมา 4 เขต และที่ จ.สุราษฎร์ธานี ส่ง 5 เขต ชนะมา 1 เขต โดยคนที่ชนะ คือ “ดร.จ๋า” วชิราภรณ์ กาญจนะ “ลูกสาวบ้านใหญ่” ชุมพล-โสภา กาญจนะ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ นั่นเอง
ส่วน สส.บัญชีรายชื่อส่ง 15 คน โดยมี “กังฟู” วสวรรธน์ พวงพรศรี อยู่ในลำดับที่ 1 และมีคะแนนพรรคเพียงพอที่จะส่งให้เขาได้เป็น สส.ด้วย
นี่คือพรรคการเมืองที่คนพูดถึงและอยากรู้จักกันมาก ก็ต้องจับตาว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะเทียบเชิญมาร่วมรัฐบาลหรือไม่
คราวนี้ลองมาตรวจผลการเลือกตั้งในภาพรวมของทั้งประเทศ ว่าแต่ละพรรคการเมือง ผู้สมัครแต่ละคน สมหวัง ผิดหวัง กันอย่างไรบ้าง
เริ่มจาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่นอกจากจะชนะเลือกตั้งมาเป็นที่ 1 แล้วยังพบว่า มีหลายจังหวัดที่พรรคสีน้ำเงิน กวาดยกจังหวัด ได้แก่ จ. พิจิตร 3 เขต จ.เพชรบูรณ์ 6 เขต จ.สิงห์บุรี 1 เขต จ.อ่างทอง 2 เขต จ.ปราจีนบุรี 3 เขต จ.เพชรบุรี 3 เขต จ.ชุมพร 3 เขต จ.ระนอง 1 เขต จ.จันทบุรี 3 เขต จ.ตราด 1 เขต จ.บุรีรัมย์ 10 เขต จ.สุรินทร์ 8 เขต จ.ยโสธร 3 เขต จ. อำนาจเจริญ 2 เขต จ.บึงกาฬ 3 เขต จ.พังงา 2 เขต จ.กระบี่ 3 เขต จ.สตูล 2 เขต จ.อุทัยธานี 2 เขต และจพพระนครศรีอยุธยา 5 เขต
ส่วน “พรรคประชาชน” ชนะยกจังหวัด ที่ กรุงเทพมหานคร 33 เขต จ.นนทบุรี 8 เขต จ.ลำพูน 2 เขต จ.สมุทรสงคราม 1 เขต แต่ก็มีหลายเขต ที่เสียพื้นที่ให้กับ “พรรคกล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย” เช่น จ.ชลบุรี เขต 1,3,8 และ จ.สมุทรปราการ เขต 6 ให้กับพรรคภูมิใจไทย จ.ภูเก็ต เขต 3 เสียให้กับพรรคกล้าธรรม
“พรรคเพื่อไทย” ต้องพบกับความสูญเสีย ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ เมืองหลวงสีแดงในภาคเหนือ บ้านเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีทั้งหมด 10 เขต ในการเลือกตั้งปี 2566 ถูกกระแสสีส้มกลืนเกือบหมด “พรรคเพื่อไทย” ได้แค่ 2 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้ถึงกับ “สูญพันธุ์” โดน “พรรคกล้าธรรม” แทรกเข้ามาปักธงได้ ในเขต 6,7,9,10 ส่วนพรรคส้ม ได้ในเขต 1,2,3,4,5,8
ไม่เพียงเท่านั้น ที่ จ.เชียงราย ทั้ง “วิสาร เตชะธีระวัฒน์” ที่ลงเขต 3 และ “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” ลูกสาว ลงเขต 4 ก็ยังปิ๋ว
ส่วน กทม. เขต 20 ที่ “ธีระรัตน์ สำเร็จวานิชย์” เป็น สส.เพื่อไทย หนึ่งเดียวครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ก็พ่ายให้กับ “ชุมพล หลักคำ” พรรคส้ม หรือที่ จ.น่าน เขต 2 “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” อดีต สส.6 สมัย ไม่เคยสอบตกเลย แต่รอบนี้แพ้ให้กับ “ประสิทธิ์ โนทะ” พรรคกล้าธรรม
จ. สระแก้ว เขต 3 “สรวงศ์ เทียนทอง” ดีกรีระดับเลขาธิการพรรค ก็พ่ายให้กับ “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” จากพรรคกล้าธรรม
จ.ร้อยเอ็ด เขต 2 “ฉลาด ขามช่วง” อดีต สส.ร้อยเอ็ด 9 สมัย อดีตรองประธานสภาฯ ก็แพ้ให้กับ “เอกรัฐ พลซื่อ” จาก พรรคกล้าธรรม
จ.ศรีสะเกษ เขต 1 “ธเนศ เครือรัตน์” แพ้ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” พรรคภูมิใจไทย ส่วนเขต 2 “สุรชาติ ชาญประดิษฐ์” ก็แพ้ให้กับ “ศุภกิจ สีหาภาค” จากพรรคภูมิใจไทย
จ.ฉะเชิงเทรา เขต 3 นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ น้องชาย "มดดำ" ก็แพ้ให้กับ “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” พรรคกล้าธรรม
คราวนี้ลองไปดูผลการชิงชัยที่ภาคใต้บ้าง เริ่มที่ จ.ตรัง เมืองหมูย่าง มีการล้มบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” ของ “โกหนอ” สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สลัดเสื้อพรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” หันมาเป็นแม่ทัพให้ “พรรคภูมิใจไทย” ประกาศกินรวบเมืองตรัง ทั้ง 4 เขต
ปรากฏว่า “ภูมิใจไทย” ได้เพียง 2 เขต คือ เขต 1 และ เขต 2
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับ “โกหนอ” คือ “สุณัฎชา โล่สถาพรพิพิธ” ลูกสาว ต้องกลายเป็น ส.ส.สอบตกใน เขต 3 ส่วนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งคือ “กฤตน์อิชย์ ภาคอิชณน์” ซึ่งเป็นหลานชาย ลูกของพี่สาวของโกหนอนั่นเอง
ว่ากันว่าความพ่ายแพ้ ของบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ” ที่มี “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” อดีตสส. และ “บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ” นายก อบจ.ตรัง น่าจะมาจาก คำปราศรัยของ “ชวน หลีกภัย” ที่พูดถึงเรื่องบางคน “กินบนเรือนขี้รดหลังคา”
ที่ จ.พัทลุง บ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ เมื่อ“นิธิศักดิ์ ธรรมเพชร” อดีต สส.รวมไทยสร้างชาติ ที่ครั้งนี้สวมเสื้อ “เพื่อไทย” ลงในพื้นที่เขต 2 ต้องพ่ายอย่างหมดรูปต่อ “วรท เทอดรัตนพงษ์” หรือ “ปลัดเม่น” จาก “ภูมิใจไทย” ที่เป็นคู่ปรับเก่า แบบขาดลอย
และในเขตเลือกตั้งที่ 1 หลานสาว คือ “สุพัชรี ธรรมเพชร” ที่ทิ้งเสื้อประชาธิปัตย์ มาสวมเสื้อกล้าธรรม ก็พ่ายให้แก่ “ผู้การจุน” ของภูมิใจไทย
ส่วนสนามเลือกตั้ง พื้นที่ 3จังหวัดชายแดนใต้ ถิ่นของพี่น้องไทยมุสลิม บ้านใหญ่ “มะทา” ของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่ปัจจุบัน พรรคประชาชาติ มี“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็นหัวหน้าพรรค และ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ประชาชาติ” เป็นแชมป์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี ส.ส. 7 คน และบัญชีรายชื่อ 2 คน รวมเป็น 9 คน
แต่ครั้งนี้ประชาชาติ เหลือ สส.เขตแค่ 4 คน และบัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งก็คือ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”
นั่นหมายความว่า “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 2 ต้อง “สอบตก”
คราวนี้มาดู ในส่วนของ คนดัง อินฟลูเอนเซอร์ รวมทั้งผู้สมัครที่โลดแล่นอยู่บนหน้าสื่อ อย่างเช่น “หมอฮา” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หมอชนบท ที่ลงเขต 2 จ.สงขลา พรรคประชาชน , “นารากร ติยายน” สื่อมวลชน ที่ลง เขต 1 เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ , “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” นักร้องเรียน ที่ลงเขต 4 กทม. พรรคพลังประชารัฐ
“ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” แคนดิเดตนายกฯของพรรครักชาติ ที่ทั้งโชว์เต้นเกาหลัง รำดาบ เชิดสิงโต “พี่เต้” มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์” จากพรรคทางเลือกใหม่ ที่เสนอนโยบายถูกใจวัยทีน
เหล่านี้ล้วนยัง “สอบไม่ผ่าน” เป็นได้แค่ไม้ประดับ


