เมืองไทย 360 องศา
หลังจากได้เห็นผลการเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการออกมาไม่นาน ซึ่งสร้างความแปลกใจกันไม่น้อยกับผลที่ออกมา เพราะถือว่าหักปากกาเซียน และ “หักสารพัดโพล” ไปคนละเรื่องเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ล่าสุดผลการเลือกตั้งที่ออกมา คือ พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.193 พรรคประชาชน 118 คน พรรคเพื่อไทย 74 คน พรรคกล้าธรรม 58 คน พรรคประชาธิปัตย์ 22 คน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เมื่อเห็นตัวเลขดังกล่าวออกมา ด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ทำได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญทำให้ “อำนาจต่อรอง” ของพรรคแกนนำ ซึ่งในที่นี้คือ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรค “สีน้ำเงิน” สูงปรี๊ด กันเลยทีเดียว จนเรียกว่าอยู่ในจุด “สูงข่ม” อะไรประมาณนั้น
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีการจัด “สูตรตั้งรัฐบาล” ออกมาอย่างน้อยสองสามสูตร เป็นลักษณะ “ผสมสี” ออกมาให้เห็นภาพ ซึ่งต้องมาว่ากันต่อไปตามลำดับ
เริ่มจากสูตรแรก คือ “น้ำเงิน-แดง-เขียว” นั่นคือ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม รวมกันแล้วได้เสียง ส.ส.325 คน เกินครึ่งคือ 251 เสียง ไปไกลมาก
สูตรที่สอง คือ “น้ำเงิน-เขียว-พรรคเล็กๆ” ภูมิใจไทย-กล้าธรรม และพรรคเล็กๆ อีกสองสามพรรค เช่น ไทรวมพลัง พลังประชารัฐ รวมถึงพรรคเล็กอื่นๆ สูตรนี้ได้ ส.ส.รวมกันราว 265+
สูตรที่สาม คือ “น้ำเงิน-แดง-ฟ้า” ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ได้ส.ส.รวมกันราว 289 เสียง ซึ่งทุกสูตรมันก็มีความเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน ในทุกสูตรก็ยังถือว่าพรรคภูมิใจไทย ยังมีอำนาจต่อรองมากที่สุด และอย่าได้แปลกใจที่เวลานี้ พรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้แสดงท่าที “รีบร้อน” ในการ “จับขั้ว” ตั้งรัฐบาลกับพรรคใด รวมไปถึงรีบติดต่อทาบทามพรรคใดมาร่วมรัฐบาลอย่างจริงจัง หรือเป็นทางการ โดยอ้างว่ารอให้ผลการเลือกตั้งนิ่ง หรือเป็นทางการก่อน
ก่อนหน้านี้ เมื่อตอนเช้า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การจับขั้วรัฐบาล ว่า ตรงนี้มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อถามว่ามีพรรคการเมืองโทรศัพท์มาแสดงความยินดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ
ถามว่า จะดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง อยู่ในความคิด และอยู่ในกระบวนการ อย่างไรก็ตามต้องเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ
เมื่อค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภายหลังทราบผลเลือกตั้ง สส.อยย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกมากเป็นอันดับ 1 นายอนุทิน ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการจัดตั้งรัฐบาลจะจับมือกับพรรคใด นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อย่างที่ได้เรียน เรายังไม่ได้ผลการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ คงจะต้องรอให้มีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้แต่ละพรรคก็ต้องประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ถึงท่าทีแล้วแนวทาง ของแต่ละพรรค ซึ่งยังมีเวลาที่จะดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรม จะเป็นพรรคที่มาร่วมรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ขอพูดถึงเรื่องของพรรคภูมิใจไทยก่อน ยังมีเวลาที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่ความชัดเจนอย่างเป็นทางการก็ยังไม่เรียบร้อย
ส่วนที่ว่า พรรคภูมิใจไทย ยึดหลักอะไรในการจัดตั้งรัฐบาลนายอนุทิน กล่าวว่า ขอประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน หลังจากที่เราได้เห็นตัวเลข ที่มีความนิ่งเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไปถึงจุดที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ขณะที่ท่าทีจากพรรคกล้าธรรม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า กำลังรอให้พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการสื่อสารมายังผู้บริหารของพรรคกล้าธรรม ส่วนสัญญาณคงต้องรอให้ผู้บริหารพรรคมาประชุมกัน แต่เชื่อว่าการร่วมรัฐบาลตรงไปตรงมา พรรคภูมิใจไทย คงประชุมพิจารณากลั่นกรองว่าจะเชิญพรรคใดร่วมรัฐบาล ซึ่งหากมีการเชิญพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็จะแจ้งกับสื่อมวลชนอีกครั้ง
ถามว่า พรรคกล้าธรรม ยังยืนยันว่าจะขอดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช่ หรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า เราประกาศไปตอนหาเสียงแล้วว่า ความวุ่นวายของประเทศ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราขอก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น หากมีพรรคใดที่พร้อมทำประโยชน์ให้ประชาชน เราก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม คงจะไปในทิศทางเดียวกัน
ถามว่า เงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม คืออะไร น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า เราไม่เคยมีเงื่อนไข ตราบใดที่พรรคการเมืองนั้น แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าทำประโยชน์ให้ประชาชน
สอดคล้องกับคำพูดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย เพราะเมื่อคืนหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจที่พรรคกล้าธรรม ก็ปิดโทรศัพท์พักผ่อน และยังไม่ได้รับสายใคร เมื่อถามว่าหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตในการคิดสูตรจัดตั้งรัฐบาล ความเป็นไปได้ น่าจะเป็น พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้เกียรติพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย
อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า รัฐบาลที่แล้วก็อยู่ด้วยกันมา หากครั้งนี้ได้เป็นรัฐบาล และได้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะง่ายต่อการสานต่อนโยบายเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติม ปัจจุบันยังเร็วเกินไปและทุกฝ่ายยังตั้งอยู่ในฐานที่มั่นของตนเอง
แม้ว่าจนถึงนาทีนี้ ทุกอย่าง ทุกสูตร ยังถือว่ามีความเป็นไปได้หมด แต่หากประเมินตามสถานการณ์แล้ว ยังเชื่อว่า สูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว” มีความเป็นไปได้ เพราะหากพิจารณาพาะตัวเลขที่ออกมารวมกันแล้วกว่า 325 เสียง เกินครึ่งไปไกลมาก แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเสียงยิ่งมาก “ยิ่งวุ่นวาย” จนน่ารำคาญ โดยเฉพาะเรื่องการ “เกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรี” ที่มีไม่ครบ และยังทำให้พรรคที่เป็นแกนนำ หรือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารยากลำบาก ทั้งในเรื่องการออกนโยบาย และการขับเคลื่อนของรัฐบาล
ขณะที่สูตรสองคือ “น้ำเงิน-เขียว-พรรคเล็ก” คือ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และพรรคเล็กๆ รวมแล้วราว 265+ แม้ว่าเสียงจะเกินครึ่งมาไม่มากนัก แต่สูตรนี้การแบ่งเก้ารัฐมนตรีค่อนข้างทั่วถึง และบริหารจัดการง่าย และแม้ว่าอาจมีข้อกังวล ในเรื่องข้อครหาด้าน “ภาพลักษณ์” นั้น นาทีนี้ น่าจะถือว่าเป็นภาพที่น่าจะ “ชินชา” กันไปแล้ว เพราะหากจะว่าไป ถือว่าทุกพรรคก็มีความเป็นเทาปะปนอยู่ทั้งนั้น อีกทั้งข้ออ้างในเรื่องได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ก็สามารถบอกได้ว่าได้รับความไว้วางใจเข้ามาแล้ว
ส่วนอีกสูตรหนึ่งคือ “น้ำเงิน-แดง-ฟ้า” คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ รวมแล้วประมาณ 289 เสียง ก็ถือว่าเสียงมั่นคง และในทางทฤษฎีย่อมมีความเป็นไปได้สูง เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงมันมีผลกับ “เสียงสนับสนุน” หรือบรรดาแฟนพันธุ์แท้ ของแต่ละพรรค โดยเฉพาะทั้งพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ที่รับรู้กันแล้วว่าสองพรรคนี้ ไปกันคนละทาง เพราะหากพิจารณาจากเส้นทางในอดีต ประชาธิปัตย์ ก็เป็นพรรคที่ต่อสู้กับ “ระบอบทักษิณ” มาอย่างต่อเนื่อง และหากพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวังจะกลับมาฟื้นฟูใหม่ การจับมือกันระหว่าง “แดง-ฟ้า” ก็ต้องจับตาเป็นพิเศษ เหมือนกัน
ดังนั้น ในระหว่างที่รอให้เห็นความเคลื่อนไหวสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ทุกสูตร แต่ที่ต้องจับตาก็คือ “สูตรหนึ่ง” กับ “สูตรสอง” ส่วนสูตรที่สาม นั้นน่าจะมีความเป็นไปได้น้อยกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกสูตรล้วนถือว่า พรรคภูมิใจไทย มีพลังต่อรองสูง จน “ไม่ต้องรีบ” และรอให้วิ่งเข้ามาหา !!


