เมืองไทย 360 องศา
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาแบบเป็นทางการ หรือแบบไม่เป็นทางการ บทสรุปที่รู้กันมาล่วงหน้าแล้วก็คือรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งก็คือ “รัฐบาลผสม(สี)” เพราะรับรู้มาจากทุกความเชื่อและทุกข้อมูลจะออกมาแบบนั้น และรับรู้กันอีกว่าจะมีอยู่ “สองขั้ว” หลักเท่านั้น ที่แข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาล นั่นคือ “ขั้วน้ำเงิน” นำโดยพรรคภูมิใจไทย กับ “ขั้วส้ม” คือ พรรคประชาชน และมี “สีแดง” คือ พรรคเพื่อไทย เป็น“ตัวแปร” สำคัญ
ขณะเดียวกัน ยังมีพรรคตัวแปร “เสริม” เข้ามาอีกอย่างน้อยสองพรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคกล้าธรรม รวมไปถึงพรรคขนาดเล็กอย่าง รวมไทยสร้างชาติ ประชาชาติ หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ พรรคพวกนี้จะอยู่ในองค์ประกอบทั้งสองฝั่ง คือ ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
แม้ว่านาทีนี้ยังไม่อาจฟันธงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับผลการเลือกตั้ง เพราะทราบแค่ผลแบบไม่เป็นทางการเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร ในทางการเมืองย่อมมองออกอยู่แล้วว่า แนวโน้มว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองของไทยนั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการอ้างถึง “มารยาท” ว่าจะให้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ในความหมายจริงก็คือ “ใครจะรวบรวมเสียงข้างมาก” ได้ก่อนกัน
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม
เมื่อถามว่า หลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลขจำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน
ถามว่า ผลการเลือกตั้งพรรค อันดับ 1 ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3 มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่
เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคปชน. มาเป็นอันดับ 1 อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ 2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และลอยแพ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น
เมื่อถามว่า ในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ
และยิ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาในแบบที่ “ชนะไม่ขาด” หรือแพ้ชนะกันแบบสูสี แบบนี้ก์ถือว่าพรรคอันดับหนึ่งก็อาจถูกขัดขวางโดยพรรคที่ชนะอันดับรองลงมา ซึ่งความหมายของคำว่า “ขัดขวาง” ทางหนึ่งก็หมายถึงการ “รวบรวมเสียงแข่งจนชนะ” หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ พรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถรวบรวมเสียงได้นั่นแหละ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งปี 66 ที่ผ่านมา
แม้ว่าผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ พลันที่มีการปิดหีบเลือกตั้งก็มีการเปิดเผยผลสำรวจออกมาจาก “นิด้าโพล” ออกมาแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย จะได้ ส.ส.มากที่สุด ตามมาด้วยพรรคประชาชน และ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผลที่ออกมาดังกล่าวยังมีโอกาสสลับตำแหน่ง บวกลบจำนวน ส.ส.ได้ เนื่องจากเพิ่งผ่านการนับคะแนนเสียงไปได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถสรุปได้เลยว่าผลแพ้ชนะกันของแต่ละพรรค โดยเฉพาะใน “สามพรรค” หลัก คือ ภูมิใจไทย พรรคประชาชน และเพื่อไทย จะ “ไม่ขาด” ผลจะออกมาแบบสูสี มีการเกาะกลุ่มกันระหว่างสามพรรคดังกล่าว ต่างจากการเลือกตั้งคราวที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ผลจากการเลือกตั้งคราวนี้ แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่พรรคประชาชน จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวนั้นถือว่า “เป็นศูนย์” เพราะผลที่ออกมาจะเป็นลักษณะเสียงไม่พอ หากจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องเป็น “รัฐบาลผสม” เท่านั้น ซึ่งพรรคประชาชนอาจจะเสียเปรียบอีกขั้วหนึ่งทั้งพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทย ที่คาดว่าจะได้ ส.ส.มาเป็นลำดับที่สาม
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย ถือว่าต้องมีหมายเหตุ หากจำนวน ส.ส.ที่เข้ามาได้ตามที่ประมาณกันเอาไว้ เพราะแสดงให้เห็นว่าพวกเขามี “ฐานที่หนักแน่น” มาก ขนาดที่มีการระบุว่า “ตกต่ำ” แต่ได้จำนวน ส.ส.มาขนาดนี้ถือว่า “ไม่ธรรมดา”
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตัวเลข และความเป็นไปได้นาทีนี้แม้ไม่อาจฟันธงได้เต็มร้อย แต่มองเห็นแนวโน้มแล้วว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่ น่าจะมาจาก “สามพรรคหลัก” ในสองแบบ คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ กับอีกสูตรหนึ่งคือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม ซึ่งหลังจากนั้น ก็จะมีพรรคขนาดเล็กอื่นๆ เข้ามาเติม
แต่ไม่ว่าจะออกมาสูตรไหน หรือแม้แต่สูตรที่พรรคประชาชน ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องมี “เพื่อไทย” เข้าไปร่วม ดังนั้นถือว่านาทีนี้ พรรคเพื่อไทยเป็น “ตัวแปรหลัก” เพราะไม่ว่าจะโยกไปฝั่งไหนฝั่งนั้นก็ได้เป็นรัฐบาล และจะต้องมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีแน่นอน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถือว่าตอนนี้โอกาสที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ มีมากกว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนี่คือรัฐบาลผสมที่ต้องมีพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแปรหลัก และจะต้องมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสมศักดิ์ เป็นรัฐมนตรี แน่นอน !!


