พ.ต.อ.ทวี เสนอแนวนโยบายการนิรโทษกรรมคดีที่ดินป่าไม้ เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่าไม้กับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างเป็นธรรม
วันนี้( 7 ก.พ)พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแนวคิดการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินป่าไม้ โดยระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน และสะท้อนความล้มเหลวของการจัดการที่ดินของรัฐ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่รวมกว่า 320 ล้านไร่ แต่มีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เพียงประมาณร้อยละ 39 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังต้องพึ่งพาพื้นที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นเขตป่าไม้โดยไม่มีการรังวัดแนวเขตอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหา “ป่าทับคน” อย่างเป็นวงกว้าง
“ประชาชนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตป่า แต่กลับถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ถูกจับกุม ดำเนินคดี และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากรัฐตั้งแต่ต้น” หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าว
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าที่มีสภาพป่าจริงประมาณร้อยละ 31 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่พื้นที่ป่าที่รัฐประกาศไว้มีมากกว่า 130 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่จำนวนมากที่ไม่เหลือสภาพป่าแล้ว แต่กลับมีประชาชนหลายล้านครัวเรือนต้องเผชิญคดีบุกรุกป่า เป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่รัฐต้องรับผิดชอบ
“เรากำลังใช้กฎหมายไปจัดการกับคนจนและชุมชนดั้งเดิม ขณะที่ปัญหาที่แท้จริงคือการประกาศเขตและการบริหารจัดการที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”
พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า แนวคิดการออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้มีการบุกรุกป่าใหม่ แต่เป็นการเยียวยาผลกระทบจากนโยบายรัฐในอดีต และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม
“นิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การทำลายป่า แต่คือการแก้ความผิดพลาดของรัฐ และเป็นจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างยั่งยืน”
นอกจากนั้น พ.ต.อ.ทวี เสนอให้รัฐทบทวนกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินอย่างรอบด้าน โดยเปิดรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และร่องรอยการทำประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ มาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดอคติในการตัดสิน ถ้ารัฐจริงใจในการแก้ปัญหา ต้องใช้ข้อมูล ใช้เทคโนโลยี และรับฟังชุมชน ไม่ใช่ใช้กฎหมายฝ่ายเดียว
“ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้เชิงโครงสร้าง โดยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดการที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับชุมชนในระยะยาว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือคำถามว่ารัฐจะยืนอยู่ข้างประชาชนหรือไม่”หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าว


