xs
xsm
sm
md
lg

ข้ามช็อตรัฐบาลผสม น้ำเงิน-แดง-ฟ้า !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

หากนับวัน เวลา เรียกว่าเข้าทางตรงอีกไม่กี่เมตรข้างหน้าแล้วสำหรับการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ และหากพิจารณาจากอารมณ์ และความรู้สึกของชาวบ้านที่สะท้อนออกมา ยังมั่นใจว่าผลแพ้ชนะระหว่างสองสามพรรคใหญ่ จะไม่ทิ้งห่างกันมานัก แม้ว่าเวลานี้ยังไม่กล้าฟันธงว่าพรรคไหนจะชนะ ระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคตัวแปรสำหรับรัฐบาลผสม ก็คือ พรรคเพื่อไทย และที่มาแรงแบบมีหมายเหตุก็คือ พรรคประชาธิปัตย์

หากมาว่ากันเฉพาะพรรคที่เชื่อว่าจะเป็นสองขั้วหลักในการแย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ ระหว่างพรรค “สีน้ำเงิน” ภูมิใจไทย กับ “พรรคส้ม” คือ พรรคประชาชน แม้ว่าก่อนหน้านี้แทบทุกโพล จะออกมาว่า “พรรคส้ม” จะมาที่หนึ่ง แต่จากการประเมินของบรรดานักวิเคราะห์ กูรูทั้งหลาย ก็มองเห็นตรงกันเช่นเดียวกันว่า แม้จะมาที่หนึ่งแต่โอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสเป็นไปได้น้อย ถึงน้อยมาก!!

นอกเสียจากว่า พรรคประชาชน จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือ “แลนด์สไลด์” หรือ ชนะขาด ก็ถือว่ามีความชอบธรรม และมีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ยาก และคงไม่มีใครมาขวางได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศและความเป็นไปได้ยามนี้ มันช่างแตกต่างจากเมื่อครั้งการเลือกตั้งคราวที่แล้วแทบจะสิ้นเชิง

ดังนั้น ต้องมาลุ้นกันแค่ว่า “พรรคส้ม” จะมาที่หนึ่ง หรือที่สอง และหากมาที่หนึ่งแล้วจะชนะขาดหรือไม่ ซึ่งความเป็นไปได้ น่าจะมีแค่ชนะที่หนึ่ง แต่ไม่ขาด กับมาที่สอง เท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง มาที่“พรรคสีน้ำเงิน” คือ พรรคภูมิใจไทย ที่เชื่อกันว่ามีโอกาสได้เป็นรัฐบาลสูงมาก และตัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ โดยมีโอกาสมากกว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งพิจารณาจากโอกาสของพรรคภูมิใจไทย ทั้งการชนะเลือกตั้งมาที่หนึ่ง รวมไปถึงมาที่สอง แต่มีโอกาสรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีระบุพรรคภูมิใจไทย จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่ง และสส.บัญชีรายชื่อ 20 ที่นั่งว่า ตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่า พ่อก็หมา แม่ก็หมา ลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย

ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นการ “เฉไฉ” ของ นายอนุทิน เพราะตัวเลข 200 นี้ เขาพูดในช่วงที่ไปออกรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา 

ถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อน เพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ร้องโอ้ย พร้อมระบุว่า เอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ

เมื่อถามถึงกรณีระบุพรรคภูมิใจไทยจะเป็นที่ 1 ในขั้ว หมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อถามว่า หลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน

ถามว่า ผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ 1 ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3 มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่

เมื่อถามย้ำว่า หากพรรค ปชน.มาเป็นอันดับ 1 อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ 2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และลอยแพ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น

เมื่อถามว่า ในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องรอให้พรรคอันดับ 1 ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่า หากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะ และหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้

แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่บอกว่าเปิดทางให้พรรคอันดับหนึ่งได้รวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลก่อน แม้ว่าจะอ้างถึงเรื่องมารยาททางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนกับมั่นใจลึกๆว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะชนะเลือกตั้งมาที่หนึ่ง เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เคยพูดว่าจะได้ ส.ส.ราวสองร้อยเสียง ทำให้เขามีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณากันแบบต่อเนื่องกันไปคือ “สีแดง” หรือ พรรคเพื่อไทย ที่นาทีนี้ถือว่ายังเป็นพรรคหลัก หรือว่า “ตัวแปรหลัก” กันเลยทีเดียว แม้ว่าโอกาสที่ในการเลือกตั้งคราวนี้จะมาที่สองนั้นถือว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย จึงถูกมองว่าจะมาเป็นที่สาม มีตัวเลขอยู่ที่ 80-100 ที่นั่ง จัดว่าไม่ธรรมดา ฐานเสียงยังแน่นใช้ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่เรียกว่าตกต่ำแล้วก็ตาม และมีโอกาสที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตของพรรคจะได้ฝึกงานเป็นรัฐมนตรีไปก่อน

ถัดมาที่ต้องจับตาว่า “มาแรง” ในช่วงท้ายๆ ก็ต้องยกให้ “สีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่นายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบ็กมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบ แต่ในความหมายของคำว่า มาแรงของพรรคนี้ ต้องมีหมายเหตุในความหมายที่ว่าเป็นการ “พลิกฟื้น” กลับมาสู่ฐานเดิม ไม่ใช่ลักษณะขยายเติบโตไปกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาพรรคนี้ “ตกต่ำ” จนแทบจะจมดินไปแล้ว ดังนั้น การกลับมาสู่พื้นฐานเดิม ฐานเสียงเดิมที่เคยตีจากไปให้กลับได้พอสมควร ซึ่งคงไม่ใช่ทั้งหมด

ดังนั้น หากประเมินกันแบบรวบรัดถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลผสมชุดใหญ่จะประกอบด้วย “สามพรรคใหญ่” นั่นคือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ หรือ “น้ำเงิน-แดง-ฟ้า” โดยมีสูตรที่ว่า นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกดันไปนั่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสูตรแบบนี้ ใช้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากในช่วงโค้งสุดท้ายประชาธิปัตย์ มาแรง !!


กำลังโหลดความคิดเห็น