xs
xsm
sm
md
lg

หัวคะแนนเขมร จุดเปลี่ยนโค้งสุดท้าย !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

ในช่วงโค้งสุดท้ายทุกพรรคการเมืองต่างเร่งสปีดเพื่อเข้าเส้นชัยกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีผลได้เสียแย่งกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นาทีนี้มีอยู่ สามพรรคหลัก คือ ภูมิใจไทย พรรคประชาชน และ เพื่อไทย ขณะที่พรรคขนาดกลางอย่าง ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม ก็ต้องหวังขึ้นมาเป็นพรรค “ตัวแปร” เพิ่มน้ำหนักในการต่อรองมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ดีแม้ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายใกล้เข้าเส้นชัยกันแล้ว ทุกพรรคต่างต้องทุ่มสุดตัว แม้ว่ามีผลสำรวจออกมาก่อนหน้านี้ว่าพรรคไหนนำ พรรคไหนตาม แต่ยังสรุปฟันธงไม่ได้ เพราะแล้วแต่ว่าการสำรวจออกมาจากสำนักไหน เชียร์ใคร ทำให้ต้องรอผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น

แต่ก็อย่างว่าการเมืองไทยย่อมเชื่อมโยงไปถึงเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชาที่เวลานี้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการ “หยุดยิง” หลังการสู้รบรอบสอง และทำให้ต้องคายแผ่นดินที่เคยครอบครองพื้นที่ของไทยเอาไว้นานหลายสิบปีกลับมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาเป็นว่าเวลานี้ ทางกัมพูชาเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข เพราะหากผลการเลือกตั้งทำให้บางพรรคได้เป็นรัฐบาล จะส่งผลกระทบถึงพวกเขา ทำให้ต้องออกมาเรียกร้องคนไทยว่า อย่าเลือกให้บางพรรคกลับมาเป็นรัฐบาล พร้อมทั้งขู่ว่าอาจทำให้เกิดสงครามขึ้นมาอีก ทำให้คนไทยตามแนวชายแดนต้องเดือดร้อน

แต่หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งจากความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว กลับกลายเป็นว่าพวกเขากำลังกลายเป็น “หัวคะแนนมุมกลับ” ช่วยหาเสียงให้กับบางพรรค ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ในที่นี้ถือว่าเข้าทางพรรคภูมิใจไทย และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งกลับฉุดคะแนนของฝ่ายตรงข้าม อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าไปแบบเต็มเหมือนกัน

โฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทย ที่ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศปกป้องอธิปไตยไทยและสถาบัน เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักวิเคราะห์ชื่อดังชาวกัมพูชารายหนึ่ง ประเทศเพื่อนบ้านที่เปิดศึกสู้รบนองเลือด 2 รอบเมื่อเดือนที่แล้ว ตามรายงานของพนมเปญโพสต์

ในวันต่อมา มีรายงานข่าวของพนมเปญโพสต์ระบุว่า ระหว่างปราศรัยหาเสียงที่สวนลุมพินี เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว นายอนุทิน ย้ำว่าการปกป้องดินแดนของไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของเขา

“ผมสัญญาว่าจะปกป้องดินแดนไทยด้วยชีวิต ผมจะไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จนกว่าคนไทยจะต้องการเป็นอย่างอื่น และผมจะไม่มีวันยอมให้ใครก้าวล้ำหน้าที่ของผม ในการรับฟังเสียงแห่งความปรารถนาของประชาชนคนไทย" เขากล่าว ตามรายงานของพนมเปญโพสต์

นอกจากนี้แล้วพนมเปญโพสต์ ยังรายงานด้วยว่านายอนุทิน ยังวิพากษ์วิจารณ์นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เรียกเธอว่าเป็น “หลานของอังเคิล” และบ่งชี้ว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในด้านนโยบายชาติและอธิปไตย

เขาเน้นย้ำภาระหน้าที่ที่มีต่อสถาบัน ยืนกรานว่าจะไม่มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือการแก้ไขใดๆต่อรัฐธรรมนูญ ที่อาจเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

Kin Phea ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายใต้สังกัดราชบัณฑิตยสภากัมพูชา แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่มันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กัมพูชาและไทย

“สำหรับผม อนุทินจะเดินหน้าก่อความเป็นปรปักษ์กับกัมพูชาถ้าเขาชนะเลือกตั้ง เพราะเขาโปรโมทตนเองในฐานะผู้พิชิต ผู้ยึดครองและผู้เหนือชั้นกว่าเขมรในสนามรบ “ Kin Phea กล่าวกับพนมเปญโพสต์

“เขาไม่ยอมละทิ้งความทะเยอทะยานของเขา เพราะว่าเลือกข้างกองทัพ เพื่อรับประกันแรงสนับสนุนของกองทัพ และรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของรัฐบาลของเขา" นักวิเคราะห์ชาวกัมพูชารายนี้ระบุ

Kin Phea เน้นย้ำถึงความเปราะบางในสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา-ไทย บอกว่าการควบคุมกิจการชายแดนส่วนใหญ่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ “ทหารใช้ประเด็นชายแดนกับกัมพูชาเป็นข้ออ้างสำหรับขยายอิทธิพลของพวกเขา และกระชับอำนาจทางการเมือง" ตามรายงานของพนมเปญโพสต์

แน่นอนว่า จากคำพูดของนักวิเคราะห์ชาวกัมพูชาดังกล่าว และรายงานออกมาโดยสื่อของกัมพูชา หากมองในมุมการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสำคัญก่อนวันหย่อนบัตรถือว่าย่อมส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบกับบางพรรคการเมือง และแน่นอนว่า สำหรับพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีผลในทางบวกมากกว่า เพราะจากการสู้รบรอบสองที่ผ่านมาที่เขาเป็นรัฐบาลและให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ จนสามารถยึดคืนดินแดนกลับมาเกือบหมด โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์และพื้นที่สำคัญกลับมาได้ทั้งหมด และการสู้รบดังกล่าวยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเรื่อง “ชาตินิยม” ขึ้นมามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายสิบปี และเชื่อว่าย่อมเข้าทางใครย่อมไม่ต้องคิดกันมาก

โดยเฉพาะในพื้นที่ในภาคอีสาน และหลายจังหวัดตามแนวชายแดน เชื่อว่าย่อมมีผลในทางบวกแน่นอน ขณะเดียวกันการออกมาได้จังหวะของฝ่ายกัมพูชาเที่ยวนี้ยังคาดว่าจะส่งผลกระทบในทางลบอีกฝ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ “เจ้าของพรรค” มีผลประโยชน์ยึดโยงอยู่กับ “เจ้าของรัฐบาลกัมพูชา” นั่นคือ “ตระกูลฮุน” จนกระทั่งต้องเกิดสงครามจากผลประโยชน์ขัดกัน การออกมาแบบนี้อีกด้านหนึ่งมันเหมือนกับการ “กระตุ้นฟื้นฝอย” กลับมาในความทรงจำของคนไทยมาอีกรอบ และยิ่งใกล้วันเลือกตั้งอีกด้วย และคำว่า “อังเคิล” ก็ย่อมนึกถึงคลิปเสียงอันอื้อฉาว ที่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการพูดถึง จะเห็นว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พยายามเลี่ยงพูดถึงเรื่องกัมพูชามาตลอด เพราะรู้ว่ายิ่งเข้าตัว

ส่วนอีกพรรคหนึ่ง คือพรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้มีท่าทีให้สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง พวกเขายังมีท่าที ให้มีการ “เปิดด่าน” อีกด้วย โดยอ้างว่าไทยสมควรใช้วิธี “โลกล้อมกัมพูชา” ให้มีความโดดเดี่ยว โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอ้างว่าสมควรสนับสนุนการปราบ “สแกมเมอร์” ที่เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ จะดีกว่าการทำสงคราม

ซึ่งหากสำรวจความรู้สึกของคนไทยเวลานี้แทบร้อยทั้งร้อยไม่ไว้ใจกัมพูชา และที่สำคัญไม่ยอมให้รัฐบาลเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นการออกมาของฝ่ายกัมพูชาในเวลานี้ มันถึงบอกว่าไม่ต่างจากการเป็น “หัวคะแนนมุมกลับ” หาเสียงให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยเต็มๆ โดยจะยิ่งส่งผลกับพื้นที่ภาคอีสานอีกด้วย ขณะที่ยังเป็นการกระทืบพรรคคู่แข่งทั้งสองพรรคคือ เพื่อไทยกับพรรคประชาชน ไม่ต่างจากการกระตุ้นอารมณ์โกรธให้กับมาอีกรอบ !!


กำลังโหลดความคิดเห็น