หน.รทสช. พร้อมรื้อสอบยกแผงปมรับซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์ หลังพบราคาสูงผิดปกติ ชี้รมต.คนนอกตกลงซื้อจากเอกชนหน่วยละ 2.16 บ.ทั้งที่รัฐผลิตเองได้ 1.57 บ. สร้างภาระระยะยาวให้ประเทศ ตั้งคำถามเหตุเร่งเซ็นสัญญา ทั้งที่เปิดเสรีโซลาร์ ค่าไฟควรถูกกว่านี้
วันนี้ (4ก.พ.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศจุดยืนชัดเจน เตรียมเดินหน้าตรวจสอบโครงการจัดซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หากได้กลับมาดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารอีกครั้ง หลังพบความผิดปกติในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่เกิดขึ้นภายหลังตนพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะประเด็น “ราคารับซื้อ” ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ควรลดลงตามพัฒนาการของเทคโนโลยี
นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนไม่เคยเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าใหม่แม้แต่ครั้งเดียว แต่ต้องเข้ามาบริหารจัดการโครงการรับซื้อไฟฟ้าเดิมที่ตกค้างมาจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีการเปิดประมูลไปแล้วแต่ยังไม่สามารถสรุปราคาได้ โดยตนได้ตัดสินใจ “ชะลอการลงนามในสัญญา” เอาไว้ เนื่องจากเห็นว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศในขณะนั้นมีมากเกินความจำเป็น และอาจสร้างภาระต้นทุนในระยะยาวให้กับประชาชน
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตนได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า หากรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน ราคาจะต้องไม่สูงไปกว่าต้นทุนที่รัฐสามารถผลิตได้เอง โดยอ้างอิงจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ (Floating Solar) ของเขื่อนภาครัฐ ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.57 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล กลับพบว่ามีการเร่งรัดตกลงราคารับซื้อไฟฟ้าใหม่ โดยราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากเอกชนขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าหลักเกณฑ์ที่ตนเคยกำหนดไว้เป็นอย่างมาก ทั้งที่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันมีแนวโน้มต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง
นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ตลอดช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง ได้พยายาม “อั้น” เรื่องการรับซื้อไฟฟ้าไว้ตลอด เพราะยึดหลักการว่าหากรัฐจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากเอกชน จะต้องเป็นราคาที่ยุติธรรมและใกล้เคียงกับต้นทุนที่รัฐผลิตได้เอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้กลับเป็นการไปตกลงในราคาที่สูงเกินจริง ทำให้เอกชนได้รับประโยชน์เกินสมควร และสร้างภาระผูกพันระยะยาวให้กับประเทศ
หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจทำให้ประเทศชาติสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล หากตนมีโอกาสกลับเข้าไปทำงาน จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างละเอียด ว่าเหตุใดราคารับซื้อไฟฟ้าจึงปรับตัวสูงขึ้น และเหตุใดจึงมีการเร่งรัดลงนามในสัญญาในราคาดังกล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐสามารถเลือกใช้นโยบาย “เปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ให้ประชาชนหรือภาคเอกชนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าผลิตใช้เองได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งจะช่วยลดภาระการรับซื้อของภาครัฐ และเป็นแนวทางที่สามารถทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศถูกลงได้อย่างแท้จริงในระยะยาว


