เมืองไทย 360 องศา
อีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งพรรคการเมืองต่างทุ่มเทสรรพกำลังหาเสียงกันอย่างเต็มที่ ขณะที่ชาวบ้านก็เตรียมตัวไปเลือกตั้ง และเชื่อว่าคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกตั้ง ถึงตอนนี้น่าจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะเทไปทางไหน
อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ก็อาจมีรายการ “ปั่น” กระแสให้ “เข้าทาง” อีกฝ่าย นั่นคืออาจสร้างกระแส “ชาตินิยมมุมกลับ” เหมือนกับตอนนี้มีข่าวว่าอาจมี “รอบสาม” ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้อาจไม่มีเลือกตั้งก็เป็นไปได้ รวมไปถึงสร้างกระแสเท็จ ทำนองว่าหากพรรค “ส้ม” ได้เป็นรัฐบาล อาจมีการรัฐประหาร อะไรประมาณนี้ ทำให้ต้องมาตั้งสติ และพิจารณากันถึงความเป็นไปได้ ไม่ว่าข่าวนั้นจะ “ปั่น” มาจากข้างนอก หรือ“ข้างใน”ก็ตาม
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ในวันทหารผ่านศึกว่า วันนี้ชายแดนอยู่ในระดับที่สงบคุมสถานการณ์ได้ ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บอกว่าจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ขอให้ประชาชนมั่นใจและวางใจว่ากองทัพและรัฐบาลดำเนินการทุกอย่าง เราไม่ประมาท แม้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแต่การควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังชายแดนยังคงเข้มงวด เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
ถามว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ไม่มีปัญหาแน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ต้องไม่มีครับ วันที่ 8 ก.พ.อีกไม่กี่วันแล้ว และวันที่ 1 ก.พ. เลือกตั้งล่วงหน้า เราเห็นประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ที่เป็นการกำหนดอนาคตประเทศ
ส่วนกรณี มีการอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มี “ใบสั่ง”ไม่ยอมให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ และไม่ทราบว่าใบสั่งจะมาจากใคร ใบสั่งใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็น สส. มาจากประชาชน ไม่มีใครสั่งได้ ตอนเลือกตั้งใครจะเดินเข้าสภาฯ คือประชาชนสั่งอย่างเดียว โหวตเตอร์สั่งอย่างเดียว ดังนั้นในเมื่อมาจากประชาชนก็ไม่ต้องเกรงกลัวใบสั่งอะไรทั้งสิ้น และจริงๆแล้ว คำถามและคำตอบจบในตัวเอง คนที่เลือก สส.มาคือใคร คือประชาชน หรือเปล่า ดังนั้น สส. ที่ถูกเลือกมาโดยประชาชน ก็ต้องฟังประชาชน นี่คือใบสั่ง อย่าไปกังวลครับ ไม่มีหรอกใบสั่ง ตนเล่นการเมืองมา 22-23 ปีแล้ว ไม่เคยเจอใบสั่งสักใบ
ขณะที่ปฏิกิริยาจากฝ่ายกองทัพ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายบุคคลทางการเมือง กล่าวอ้างว่า หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะเกิดการยึดอำนาจนั้น ว่า คลิปเสียงดังกล่าว ยังไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้ และไม่ใช่ท่าที หรือจุดยืนของกองทัพบกแต่อย่างใด ซึ่งจากการฟังในเบื้องต้น ลักษณะของเสียงในคลิปคล้ายเป็นการสนทนาในประเด็นทางการเมือง ซึ่งการกล่าวอ้างบางส่วนอาจเป็นความคิดเห็นในระดับบุคคล และผู้ที่ปรากฏในบทสนทนา ไม่ได้เป็นผู้แทน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพบกโดยตรง ส่งผลให้เนื้อหาบางประเด็นยังขาดความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ในช่วงห้วงการเลือกตั้ง กองทัพบกขอความร่วมมือประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังและติดตามข่าวสารจากแหล่งต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาในช่วงการเลือกตั้ง หน่วยทหารทุกระดับจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง และจะมุ่งสนับสนุนให้กำลังพลในสังกัดเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย ในฐานะประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
แน่นอนว่าพิจารณาจากทั้งข่าวและการสร้างกระแส เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กับบางพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองพวกนั้นต่างหวังประโยชน์ทั้งก่อนและช่วงวันเลือกตั้ง โดยใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการปลุกเร้าเรื่อง “ชาตินิยม” แบบทางตรงจากการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้งสองรอบที่ผ่านมา และยิ่งในช่วงใกล้เลือกตั้งกระแสข่าวว่าจะมีการปะทะกัน “รอบสาม” เกิดขึ้นทำให้มีการคาดกันว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขึ้นมาอีก
นอกเหนือจากนี้ ยังมีรายการปั่นจากนอกประเทศเข้ามาอีก นั่นคือ มีสื่อของกัมพูชาอย่าง เดอะ พนมเปญโพสต์ อ้างคำพูดของ นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของกัมพูชา ระบุถึงคำปราศรัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะปกป้องอธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่สวนลุมพินี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30ม.ค.) ว่า อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยต่อไป
“หากอนุทิน ชนะการเลือกตั้ง เขาจะเดินหน้าทำตัวเป็นปรปักษ์กับกัมพูชาต่อไป เพราะเขาได้สร้างภาพให้ตัวเองเป็น ผู้พิชิต ผู้ยึดครอง และมีแต้มเหนือกว่ากัมพูชาในสนามรบ อนุทินจะไม่ยอมยุติ เพราะเขาเข้าข้างกองทัพ เพื่อหวังเสียงสนับสนุน พร้อมกับเน้นย้ำถึงความเปราะบางของสถานการณ์พรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์ มากกว่ารัฐบาล กองทัพไทยใช้ประเด็นชายแดนกัมพูชาเป็นข้ออ้างในการขยายอิทธิพล และเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง”
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ได้ปราศรัยที่สวนลุมพินี ประกาศกร้าว จะไม่ยอมเสียอธิปไตย ไม่ยอมเปิดด่านพรมแดนกับกัมพูชา ยกเว้นมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนคนไทยเท่านั้น รวมทั้งจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน หมวดที่ 1 และ 2 รวมถึงมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์
แน่นอนว่า การปลุกกระแสชาตินิยม และ กองทัพ ย่อมมีผลกับบางพรรค ทั้งบวกและลบ หลังจากมีการสู้รบตามแนวชายแดนดังกล่าว ทั้งในเรื่องของ “คลิปเสียงอังเคิล” และตามมาด้วยวลี “มีทหารไว้ทำไม” เพราะทั้งสองเรื่องล้วนมีความเชื่อมโยงกัน ก่อนหน้านี้คนไทยส่วนใหญ่ ไม่เคยรับรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ล้วนซ่อนผลประโยชน์กับ “สองครอบครัว” การเมืองของทั้งสอง จนกระทั่งเกิด “คลิป” ดังกล่าวขึ้นมา ทำให้คนไทยจำนวนมากตาสว่าง และไม่ไว้วางใจคนในครอบครัวนี้ อีกต่อไป
ขณะเดียวกันอีกพรรคหนึ่งที่เคย “ด้อยค่าทหาร” มาตลอด และก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งคราวก่อนพวกเขาก้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ ทำให้ชนะการเลือกตั้ง แต่คราวนี้ทุกอย่างกำลังพลิกกลับ ทหารและกองทัพ กำลังได้รับการยกย่องจากการเสียสละในสงครามชายแดน แม้ว่าในครั้งนี้พวกเขา(พรรคนั้น) กำลังแก้ตัว และเปลี่ยนไปสร้างกระแสในเรื่องอื่น แต่ก็ทำให้กระแสไม่แรงเหมือนเดิม
ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับคนไทยต้องตั้งสติให้รอบคอบ ว่า อย่างไหนของจริง อย่างไหน “ปั่น” เพราะสร้างกระแสให้ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระแสชาตินิยม การด้อยค่ากองทัพ เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งที่เป็นช่วงโค้งสุดท้าย ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ไม่กระพริบตาได้เลย ต้องระวังวิชามารที่ทุกฝ่ายต้องงัดออกมาใช้ให้ดี!!


