xs
xsm
sm
md
lg

“ส้ม”ลุ้นเท่าเดิมยังเหนื่อย เพื่อไทยกระเตื้อง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - อนุทิน ชาญวีรกูล - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
เมืองไทย 360 องศา

แน่นอนว่าเป็นช่วงเข้าโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการเลือกตั้ง โดยมีการหย่อนบัตรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะต้องลุ้นกันตัวโก่ง ขณะเดียวกันบรรดาสำนักโพลต่างๆ ก็ต้องรีบรายงานผลกันในแบบทิ้งทวน ก่อนที่กฎหมายห้ามเปิดเผย เพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้นำ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดาโพลนี่แหละคือการ “ชี้นำ” หรือสร้างกระแสขนานแท้ และที่ผ่านมาหากสังเกตจะเห็นว่า มีบางแห่งที่ดูแล้วชี้นำสุดๆ ซึ่งรวมทั้งบรรดาโพลที่มาจากสื่อหลายแห่งอีกด้วย

แต่เอาเป็นว่า ในยุคโซเชียลฯ ที่มักมีการชี้นำได้ง่าย แต่ก็ยังเชื่อว่ามันก็ไม่ง่าย เพราะถ้าอีกฝ่ายชี้นำ ฝ่ายนี้ก็ชี้นำได้เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะทำได้ดีและน่าเชื่อถือกว่ากัน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันตามความรู้สึกเวลานี้เมื่อเปรียบเทียบความนิยมของแต่ละพรรคการเมือง ก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาชนมี “กระแสดี” แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่ได้ถึงขั้น “ฟีเวอร์” แน่นอน เพราะเมื่อเทียบกับบรรยากาศ ตัวบุคคลของพรรค รวมทั้ง “กระแสของฝ่ายตรงข้าม” มันช่างต่างกับบรรยากาศในช่วงเลือกตั้งปี 66 อย่างเห็นได้ชัด ตอนนั้น “กระแสเบื่อสามลุง” ที่ถูกกระตุ้นจากฝ่าย “ส้มสามนิ้ว” นั้นชัดเจนมาก

แต่มาในการเลือกตั้งปีนี้ ปี69 ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม กระแสของพรรคส้มไม่ได้ปังแบบเดิม แม้ว่ากระแสยังดี แต่ไม่ฟีเวอร์แน่นอน อาจเป็นเพราะพวกเขาอยู่มาระยะหนึ่งแล้ว ความรู้สึกแบบชาวบ้านที่เรียกว่า “รู้เช่นเห็นชาติ” มาพอสมควรแล้ว อีกทั้งความไร้ประสบการณ์ มีจุดอ่อนมากมาย แค่เรื่องกล่าวหาคนอื่นว่า “เทา” แต่เคสของตัวเองนี่ “ดำสนิท” เลย ครั้งสองครั้งอาจไม่ว่ากัน แต่ “เกิดเป็นประจำ” นี่มันสะดุดเหมือนกัน

มาเรื่องตัวบุคคลของพรรคที่คราวที่แล้วได้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นผู้นำการหาเสียง ก็ถือว่าได้รับการตอบรับเกินคาด เพราะทั้งหน้าตา บุคลิก และความรู้ จบนอกถือว่าถูกจริตคนไทยโดยเฉพาะพวกเด็กวัยรุ่น เรียกว่าติดลมบน ประกอบกับบรรยากาศ “เผด็จการสืบทอดอำนาจ” มันปลุกกระแสได้ง่ายอยู่แล้ว

ประกอบกับคราวก่อนฝั่ง “อนุรักษ์นิยม” นี่แตกกันยับ “สองลุงแตกคอ” ส่วนพรรคฟ้าคือประชาธิปัตย์ ก็แตกกันภายในยับเยิน ทำให้พลังลดฮวบ ซึ่งผลออกมาอย่างที่เห็น

แต่ในการเลือกตั้งคราวนี้ หากเริ่มจากการพิจารณาจากตัวบุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถือว่ายังไม่เด่นพอ ทุกอย่างยังจืดชืดและยังไม่แหลมคมพอ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไม “เจ้าของพรรค” ถึงได้เลือกจิ้มเอาเขาขึ้นมา แทนที่จะเป็นคนอื่น อย่าง เช่น “ไหม” น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล เป็นต้น แม้ว่าหากเทียบกัน อาจยังตัดสินกันไม่ได้ แต่สำหรับการ “สร้างจุดขาย” รับรองว่า น.ส.สิริกัญญา น่าจะโปรโมตได้ดีกว่าแน่นอน

ขณะเดียวกัน เมื่อหันมาพิจารณาจากฝั่งตรงข้ามที่เรียกว่า “ฝั่งอนุรักษ์นิยม” มาคราวนี้ก็ถือว่ามีการปรับขบวนกันใหม่พอสมควร และลักษณะเหมือบกับการ “มัดรวมจุดด้อย” ให้กลับมารัดกุมขึ้น เพราะเวลานี้ก็ต้องโฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกมองว่า “เป็นตัวแทน” แบบ “ต้องทำใจ” กันไปแล้ว เพราะล่าสุด มีการเน้นจุดขายในช่วงโค้งสุดท้ายนั่นคือ “มืออาชีพ” อย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อดึงคะแนนเสียงคนชั้นกลาง คนในเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด พวกเขาก็ขายได้

ขณะเดียวกัน ระบบ “ย้ายรวมบ้านใหญ่” เข้ามาไว้ในพรรคภูมิใจไทย ย่อมส่งผลต่อการ “ปิดจุดอ่อน” ได้ในหลายจังหวัด อย่างน้อยก็เป็นการตรึงคะแนนเสียงเอาไว้อย่างมั่นคงภายใต้ระบบ “อุปถัมภ์” ที่ยังจำเป็นสำหรับการเมืองไทยในต่างจังหวัดที่ถือว่า “ยังต้องพึ่งพากัน” อีกทั้งยังมีบ้านใหญ่ในบางจังหวัด ที่คราวนี้กลับมารวมตัวกัน เช่น ที่จังหวัดชลบุรี ที่กลุ่ม “คุณปลื้ม” จับมือกับ “บ้านใหม่” แม้จะเป็นการมองว่าอาจเป็นการ “รวมการเฉพาะกิจ”ก็ตาม แต่ถึงอย่างไรทำให้ “เสียงไม่แตก” ไม่ตัดขากันเองจนยับเยิน เหมือนเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว

อีกทั้งความเคลื่อนไหวและบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเวลานี้ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่หลายจังหวัดก็มีลักษณะแบบเดียวกัน ก็คือ แม้ว่า “ส้ม” จะเด่น แต่ลักษณะมันไม่ใช่ฮือฮา จนกวาดเรียบเหมือนกับคราวที่แล้ว กรณีพื้นที่กรุงเทพฯ แม้ว่าการเลือกตั้งคราวนี้พรรคประชาชน ก็ยังน่าชนะได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด แต่ไม่มีทางที่จะกวาดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนคราวที่แล้ว

เมื่อหันมาโฟกัสกันที่ พรรค “สีแดง” อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ตอนแรกเริ่มมาแบบเตาะแตะ หลังจากเจอแรงสั่นสะเทือนจาก “คลิปอังเคิล” จนลูกสาวเจ้าของพรรค อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเมื่อมีการปรับขบวนใหม่ โดยคราวนี้ดันหลัง “หลานชาย” อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลงมาเชิดแทน และใช้วิธีการหาเสียงแบบไม่เน้นปะทะ แต่ “เน้นเป็นรัฐบาล” พร้อมร่วมกับทุกพรรค

โดยนโยบายหลักๆยังเน้น “ประชานิยม” นั่นคือ “แจกแหลก” เช่นเดิม ซึ่งถือว่าได้ผลพอสมควร อย่างน้อยก็ยังตรึงแผนคลับเก่าๆ กลับมาได้พอสมควร และต้องยอมรับว่าแฟนๆ ของพรรคนี้ถือว่า “ยังเหนียวแน่น” แม้ว่าอยู่ในช่วงที่ทรุดที่สุดแล้วก็ตาม ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่ล่าสุดจากความรู้สึกและจากผลสำรวจที่เพิ่งออกมาทำให้คะแนนนิยมของพรรคนี้เพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า โพลเป็นการใช้หลักการวิทยาศาสตร์เป็นการสุ่ม โพลไหนที่เราได้น้อยเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เยอะขึ้น แต่มีเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราพอใจมาก ในกลุ่มที่เราได้น้อยเพิ่มขึ้นมา 3 % ทำให้เรามีกำลังใจไปต่อได้ ในทางกลับกันบางโพลที่เรามีคะแนนสูงมาก ทำให้เรามีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง ถูกหลัก สัปดาห์นี้โพล จะเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่โพลจะออก จากนั้นจะเป็น 7 วัน แห่งความจริง ทุกคนจะเห็นว่าเรามีเสียงสนับสนุนมากมายแค่ไหน จากการลงพื้นที่ ต้องเรียนว่าเรามาถูกทางแล้ว ประชาชนสามารถสื่อสารนโยบายของเราได้ชัดเจนและสามารถสอบถามนโยบายกับเราได้

เมื่อถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีการถอนเงินแบงก์ 100 และ 500 เป็นจำนวนมาก พรรคเพื่อไทย มีจุดยืนเรื่องการป้องกันการซื้อเสียงอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีกลไกตรวจสอบเรื่องนี้โดยตั้งคณะทำงานติดตามอย่างใกล้ชิด และอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะเสียงของประชาชนในครั้งนี้สำคัญที่ทำให้ประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศและทุกความเคลื่อนไหวเท่าที่มองเห็นในยามนี้ แม้ว่าพรรค “ส้ม” หรือพรรคประชาชนยังเด่น แต่รับรองว่ามันไม่ได้ “ฟีเวอร์” เหมือนการเลือกตั้งคราวก่อน เพราะได้ทั้งบรรยากาศและตัวบุคคล แต่คราวนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปแบบตรงข้าม และสำหรับพรรคส้มนาทีนี้การรักษาจำนวนให้เท่าเดิมนั้นถือว่ายากแสนเข็ญ และเลิกคิดถึงเรื่องอื่นได้เลย ขณะที่พรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับว่า “ฐาน” เหนียวแน่น แม้ในยุคที่ถือว่าต่ำสุด แต่ยังประคองตัวได้ดีแบบนี้ถือว่าไม่ธรรมดา!!


กำลังโหลดความคิดเห็น