xs
xsm
sm
md
lg

สสส. ชู “อยู่ดี–ตายดี” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รับสังคมสูงวัย เวที PMAC 2026 ถกออกแบบระบบสุขภาพเคารพศักดิ์ศรีชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส. ชู “อยู่ดี–ตายดี” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รับไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์ ร่วมออกแบบระบบสุขภาพ เคารพศักดิ์ศรีชีวิต หนุนชุมชน–ครอบครัว ร่วมดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ลดเหลื่อมล้ำ ให้ทุกคนเข้าถึงการตายดีอย่างเท่าเทียม

วันนี้( 1 ก.พ. 2569 )นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีประชุมข้างเคียงของการประชุมนานาชาติรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Awards Conference หรือ Prince Mahidol Awards Conference 2026) หัวข้อ “เมื่อสังคมสูงวัย: การออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อชีวิต ความตาย ความหมาย และมิติด้านจิตวิญญาณของการดูแล” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 14 ล้านคน

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังในระยะประคับประคองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สสส. จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีทั้ง 4 มิติ ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยสานพลังภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะทางปัญญา เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านการตายดี สุขภาวะทางปัญญา และระบบดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และแนวทางการพัฒนานโยบาย

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งร่วมกันออกแบบระบบ “การตายดี” ที่มีสุขภาวะทางปัญญา ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพในสังคมผู้สูงวัย เพื่อให้การอยู่ดีและการตายดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

นพ.พงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการถอดบทเรียนกระบวนการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ดูแล และครอบครัว โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่1.การสร้างความเสมอภาคในการดูแลระยะท้าย ผ่านการออกแบบระบบสุขภาพที่เปิดโอกาสให้คนยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบาง สามารถเลือกที่จะอยู่ดีและตายดีได้อย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับทุกคน
2.การสร้างระบบความตายที่เอื้ออาทร ซึ่งไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในโรงพยาบาล แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนมีองค์ความรู้ด้านการตายดี เพื่อสร้างการดูแลซึ่งกันและกันในชุมชน และเสริมพลังการทำงานของระบบสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ
3.การสร้างค่านิยมในการให้เกียรติมิติด้านจิตวิญญาณในระยะท้าย โดยต้องบูรณาการการดูแลจิตวิญญาณเข้าเป็นหัวใจของระบบสุขภาพ เพื่อเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง


ด้านรศ.ดร.เคอร์รี นูนัน ผู้ก่อตั้ง Death Literacy Institute และรองศาสตราจารย์พิเศษด้านการดูแลประคับประคอง มหาวิทยาลัยลาโทรป ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันมนุษย์มักเรียนรู้เรื่องการรับมือกับความตายจากประสบการณ์จริง เมื่อมีบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวเสียชีวิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ขาดการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ดังนั้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขและชุมชน จึงควรร่วมกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องการรู้เท่าทันความตาย และการรับมือกับการสูญเสียอย่างเป็นกระบวนการ

รศ.ดร.เคอร์รี ระบุว่า ความตายและวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงครอบครัว ผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิต จึงจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกมิติ


ขณะที่น.ส. วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้จัดการโครงการเมืองกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี กลุ่ม Peaceful Death กล่าวว่า การสร้างความตระหนักรู้ด้านการรู้เท่าทันความตาย และการส่งเสริมความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้แก่ผู้ดูแลและครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ระบบสาธารณสุขในปัจจุบันควรพัฒนาองค์ความรู้และกลไกที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นความจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม

ด้าน นางจารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา กล่าวว่า ศูนย์ฯ ร่วมกับ สสส. ได้นำประเด็น “Good Death หรือการตายดี” มาเป็นโจทย์สำคัญของการประชุม PMAC ประจำปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้ โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีความเข้าใจ เคารพศักดิ์ศรี และสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ซึ่งล้วนเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Pause Space by สติ Space” พื้นที่ที่ชวนให้ผู้เข้าร่วมงานได้หยุดพัก ทบทวน และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการสังเกตลมหายใจ ร่างกาย ความคิด และความรู้สึกของตนเอง โดยไม่ตัดสิน เพื่อเสริมสร้างการรับรู้คุณค่าในตนเอง และการใช้ชีวิตอย่างมีสติและเข้มแข็ง ท่ามกลางสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ


กำลังโหลดความคิดเห็น