xs
xsm
sm
md
lg

"ชาญชัย -สมชาย-ทนายนกเขา" จี้กกต.สั่งพรรคแก้นโยบายประชานิยมไม่ให้กระทบวินัยคลัง ขู่นิ่งเจอฟอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ชาญชัย -สมชาย-ทนายนกเขา" จี้กกต.สั่งพรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ ขู่ให้เวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องเอาผิดแพ่งและอาญากกต.
วันนี้ (30ม.ค.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. นายคมสัน โพธิ์คง นายพันธสัญญา โชติธนพุทธพงษ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา เข้ายื่นหนังสือต่อขอให้สั่งให้พรรคการเมืองแก้ไขนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน

ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ เนื่องจากที่ได้ตรวจสอบและได้ทราบจากการชูนโยบายหาเสียงโฆษณาของพรรคการเมือง51 พรรคนั้น มีพรรคการเมืองจำนวนหลายพรรคมีนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยมของแต่ละพรรค โดยแต่ละพรรค ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลถึงที่มาของงบที่จะใช้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่อ้างแต่จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ ใช้วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะนำใช้ในการดำเนินนโยบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติม มีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าไหร่ อย่างไร

“ถ้าไปดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภานั้น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ นร 1113/5562 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ทำถึงเลขาครม.เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเห็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ระบุว่า "แรงกดดันด้านการคลังของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายประจำยังอยู่ในระดับสูง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐเป็นลำดับแรกเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่หนี้สาธารณะจะสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เห็นว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน”

นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้ 72,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.94% ของวงเงินงบประมาณรายร่ายจ่าย ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการกำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% และในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้มาตรา 28 ได้แค่58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.5496 สะท้อนให้เห็นความสามารถในการตั้งงประมาณมาคืนหนี้ตามมาตรา 28มีแนวโน้มลดลง หากพรรคการเมืองเดินหน้าใช้นโยบายประชานิยมจนเต็มเพดาน หรือ มีการแก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ อาจส่งผลกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่ง ได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนในระยะยาว โดยสะท้อนการปรับมุมมองทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Outlook) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจะนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับเครดิตของประเทศในระยะต่อไป

นายชาญชัย กล่าวว่า จากการที่ กกต.กำหนดให้พรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงภายในวันที่ 19 มกราคม 2569 แต่ กกต.เพิ่งจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 และยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ซึ่งยังไม่เห็นชอบ และเป็นอำนาจของคณะกรรมการ กกต.และเลขาธิการ กกต.ที่จะเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบหรือ จะให้พรรคการเมืองแก้ไข ดังนั้นขณะนี้ถือว่าเอกสารนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเผยแพร่บนเว็บไซต์ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การจัดทำนโยบายของพรรคการเมืองที่มีการอ้างถึงการใช้เงินจากงบประมาณ กกต.ต้องตักเตือนให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯเคร่งครัดด้วย และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2661 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส..2561 มาตรา 73 (5) ฐานหลอกลวงประชาชนให้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่หาเสียงก็ถือว่าผิดกฎหมายตามที่กล่าวมาทั้งหมด โดย กกต.มีอำนาจหน้าที่ระงับยับยั้งลงโทษ เป็นหน้าที่โดยตรงของกกต.

"การที่นายแสวง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบการกระทำความผิดจากการประกาศโฆษณาของพรรคการเมือง ย่อมมีอำนาจระงับหรือยับยั้งการกระทำความผิด แต่กลับเฉยละเลยต่อหน้าที่ โดยเลขากกต.ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า กกต.แค่ตั้งข้อสังเกตได้ แต่ยกเลิกนโยบายไม่ได้เองนั้น ถ้ากกต.ไม่ยับยั้งเท่ากับปล่อยให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ย่อมจะมีความผิดฐานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงขอให้กกต.มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา ทั้งนี้เพื่อเป็นการยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป