ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ปลัด สธ.นำทีมแถลงปิดเกม "ปลดหมอสุภัทร" พิษคดีจัดซื้อ ATK ด้าน "หมอส้ม" สวนผิดจริงทำไมสอบสวนนาน !?
ที่กระทรวงสาธารณสุขตอนนี้ค่าฝุ่นสูงกว่าที่อื่นๆ เพราะเคส "ปลดหมอสุภัทร" ถูกลากโยงเข้าไปเป็นเกมการเมืองกลายเป็นฝุ่นตลบอบอวล
ว่าแล้ว สธ.ก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบให้ "นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน" ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย “พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์” อธิบดีกรมอนามัย, “นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็น 3 เสียง ที่มีมติให้ปลด "นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ" ออกจากราชการ รวมถึง “เกตุแก้ว แก้วใส” ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งโต๊ะแถลงข่าว
“ไม่มีใบสั่ง ไม่มีแรงกดดัน ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และขั้นตอนราชการ”
นี่คือประโยคที่ ปลัดสธ. พร้อมอธิบดีอีก 2 เสียง ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังมติ 4 ต่อ 3 ฟัน “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ออกจากราชการ
คดีจัดซื้อ ATK ช่วงโควิด-19 ที่ลากยาวมาเกือบ 3 ปี ไทม์ไลน์ถูกไล่เรียงอย่างเป็นระเบียบ
เริ่มจากการตรวจสอบภายใน , ตั้งกรรมการสืบสวน , สอบวินัยร้ายแรง , เสนอ อ.ก.พ.จนมาถึง มติปลด!
ทุกจุดถูกย้ำว่า ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ข้อกล่าวหาชัด! ทำแบ่งซื้อ ATK ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท ทำซ้ำหลายครั้ง
เพราะฉะนั้นจึงถูกตีความว่า เป็นการปฏิบัติราชการ “เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ”
ผิดวินัยร้ายแรง ต้องปลดออก ซึ่งเคสลักษณะแบบนี้ มีตัวอย่างที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต
ฟังเผินๆ เรื่องเหมือนจะจบ
แต่การเมืองไม่เคยจบง่ายอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนี้ใกล้จะเลือกตั้ง "หมอสุภัทร" ในสถานะผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน ก็เลยสวนกลับด้วยการโพสต์ถามออกโซเชียลฯ ว่า ถ้าผิดชัด ทำไมต้องสอบสวน 3 ปี ?!
ถ้าหลักฐานแน่น ทำไมกรรมการกลั่นกรอง เคยให้สอบเพิ่ม
ถ้าเรื่องตรงไปตรงมา ทำไมมติถึงเฉือนกันแค่ 4:3
และทำไมผู้แทน ก.พ. ต้องงัด ม.104 วีโต้ ส่งเรื่องให้ก.พ.ชุดใหญ่ชี้ขาด!?
คำถามเหล่านี้ “หมอสุภัทร” ยืนยันไม่ได้ถามเพื่อแก้ตัว แต่ถามเพื่อชี้ให้เห็นว่า “กระบวนการ”อาจไม่ใสสะอาดเท่าที่แถลง!
แน่นอนว่า ฝั่ง สธ. รีบปิดเกม ยืนยันไม่ต้องรอ ก.พ.ชุดใหญ่ คำสั่งมีผลตามกฎหมาย แต่ก็ยอมรับกลายๆว่า หากวันหนึ่งก.พ. ชุดใหญ่มีมติสวน กระทรวงก็ต้องทำตาม
งานนี้ทำให้เรื่องการปลดครั้งนี้ ถูกมองว่าอาจถูกต้องตามระเบียบ
แต่ยังไม่ปิดคำถามทางการเมือง
โดยในห้วงเวลาที่ชื่อ “หมอสุภัทร” ถูกผูกโยงกับสนามเลือกตั้ง
ทุกมติ ทุกเสียง ทุกขั้นตอน
ย่อมไม่ใช่แค่เรื่องผิดวินัยร้ายแรงธรรมดา.
++ “ธนาธร”เจอ “อนุทิน” กลางตลาด จับไม้จับมือก่อนจากด้วยคำพูด ...พี่ไปทางโน้น ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้!
กลายเป็นประเด็นดรามาในโซเชียลฯ เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมคณะชุดใหญ่ ลงพื้นที่ตั้งแต่เช้า (28ม.ค.) เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ขณะที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน ก็มาช่วยผู้สมัครของพรรคส้ม หาเสียงเช่นกัน
ทั้งสองโคจรมาเจอกัน ที่กลางตลาดเจ้าพรหม ต่างก็ปรี่เข้าไปทักทาย ยกมือไหว้ จับไม้จับมือกัน
ไฮไลต์อยู่ที่ตรงก่อนจากกัน “ธนาธร” ถามว่า...พี่ไปทางโน้น ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้ ซึ่ง “อนุทิน” ก็บอกว่า เสียงจะได้ไม่ตีกัน
แม้จะเป็นเรื่องปกติ ที่คนระดับนี้เจอกัน ก็ย่อมทักทายกันเป็นธรรมดาตามมารยาท แต่แฟนคลับของแต่ละฝ่าย มองว่านั่นสัญญาณบ่งบอกว่าหลังเลือกตั้งรอบนี้...
ทางใคร ทางมัน ต่างคน ต่างไป!
อีกทั้งกลยุทธ์ในการหาเสียงของทั้งสองพรรคในช่วงโค้งสุดท้าย ต่างก็พยายามบอกประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการสู้กันระหว่าง 2 ขั้ว คือ “ขั้วส้ม” กับ “ขั้วน้ำเงิน” ให้ตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไปเลย อย่าเอาสิทธิ์ เอาเสียงของตัวเองไปเลือกพรรคอื่นให้เสียของ
เข้าทำนอง “ไม่เลือกเรา เขามาแน่”
หากย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เมื่อปี 2566 จ.พระนครศรีอยุธยา มี 5 เขตเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทย กะกวาดทั้งจังหวัด เพราะมี “บ้านใหญ่” ตระกูลพันธ์เจริญวรกุล นำทีม
ผลปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยได้ไป 3 เขต คือ เขต 3 “พิมพฤดา ตันจรารักษ์” เขต 4 “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” และ เขต 5 “ประดิษฐ์ สังขจาย”
ส่วนเขต 1 และเขต 2 ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ถูกผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล แซงปาดหน้าเข้าป้าย โดย เขต 1 “ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” และเขต 2 “ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง” ได้เป็น สส.
ที่น่าสนใจคือ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับ 1 แบบชนะขาดทั้ง 5 เขต ส่วนอันดับ 2 เป็นของพรรคเพื่อไทย ทั้ง 5 เขต เช่นกัน และอันดับ 3 เป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ
คนกรุงเก่า เลือกตัวบุคคล แต่ไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย!
มีผู้มาใช้สิทธิ 546,346 คน จากผู้มีสิทธิ 664,431 คน คิดเป็น 82.23 % ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่ประชาชนมีความตื่นตัวในเรื่องเลือกตั้งอยู่ในลำดับต้นๆเลยทีเดียว
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ “บ้านใหญ่พันธ์เจริญวรกุล” โดย “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.อุดมศึกษาฯ และ “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” นายก อบจ. เป็นแม่ทัพ ให้กับพรรคสีน้ำเงิน ตั้งเป้ากวาด สส.ยกจังหวัด
ขณะที่“พรรคส้ม” นอกจากจะพยายามรักษาพื้นที่เดิมให้ได้แล้ว ยังหวังว่าจะได้เพิ่มทั้ง สส.เขต และคะแนนปาร์ตี้ลิสต์
สำหรับการหาแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งนั้น ทั้ง“ธนาธร”และ “อนุทิน” ต่างมีท่าที “เปิดกว้าง” ด้วยกันทั้งคู่
ต้องติดตามว่า 8 กุมภาพันธ์ นี้ คนกรุงเก่า จะเลือกขั้วส้ม หรือขั้วน้ำเงิน และหลังจากนั้น สองพรรคนี้จะร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่ หรือ ทางใคร ทางมัน!


