xs
xsm
sm
md
lg

บีบแบ่งข้างไม่เลือกเราเขามาแน่ “ใคร”มา!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

ในช่วงสำคัญนี้ โดยเฉพาะการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลายกลยุทธ์ ถูกงัดออกมาใช้เพื่อหวังตัวเองได้ชนะการเลือกตั้ง มีทั้งประเภทนโยบายทีเด็ด ทั้งแจกทั้งแถม ออกมาเพื่อหวังว่าจะโดนใจชาวบ้านแล้วเทคะแนนให้ หรือการโหมโจมตีฝ่ายตรงข้ามทั้งบนดิน และใต้ดิน เพื่อครองใจฐานเสียงให้ได้

ขณะเดียวกัน อีกวิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ซ้ำก็คือ อ้างว่า “เลือกแบบมียุทธศาสตร์” โดยเฉพาะคำว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ส่วน “เขา” คนนั้นจะเป็นใคร “จะมา” หรือไม่ ต้องมาว่ากัน

แน่นอนว่า หากการเมืองถูกแบ่งเป็น “สองขั้ว” นาทีนี้ย่อมต้องมี “ขั้วน้ำเงิน” ที่หมายถึงพรรคภูมิใจไทย กับ “ขั้วส้ม” คือพรรคประชาชน โดยมีพรรคเพื่อไทย ที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวแปร”

สำหรับฝ่ายน้ำเงิน ที่เวลานี้กำลังชูให้เลือกแบบ “ยุทธศาสตร์” นั่นคือ ความหมายที่ต้องการบอกว่า ไม่ให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเสียงแตก ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่า ต้องเลือกน้ำเงินเท่านั้น เพื่อไปสกัดกั้นพรรคส้ม หากใจอ่อนไปเลือกพรรคอื่น ก็อาจทำให้ “เสียงตกน้ำ” หายไปเฉยๆ ไม่ได้ประโยชน์

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลพื้นที่ กทม. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการเลือกในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้เสียงแตกว่า ตนเองและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พูดมาหลายเวทีแล้ว รอบนี้จริงๆ มีแค่สองฝั่ง ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ก็มีแค่ฝั่งเราคือมุมน้ำเงิน กับอีกมุมหนึ่งเท่านั้น อย่างที่บอกไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้นขอร้องพี่น้องทุกคน ถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายสีด้วยกัน เลือกสีอื่นไป คะแนนแตกเสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน

“ขอให้ทุกท่านที่อยู่ฝั่งเรา อย่าให้เสียงแตก มาเลือกภูมิใจไทยเพื่อให้ได้อยู่ฝั่งน้ำเงิน เพราะหัวหน้ามุมน้ำเงิน คืออนุทิน ถ้าท่านไม่ชอบเรามาก แต่ก็ไม่ชอบอีกฝั่งหนึ่งอีกมุมหนึ่งมากกว่า ก็ขอให้ท่านมาช่วยเลือกเรา ไม่งั้นเสียงแตกแน่นอน สุดท้ายคือ ฝั่งเราแพ้ อีกฝั่งหนึ่งเป็นตาอยู่ ก็เอาไปกิน ย้ำว่าไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้นขอโอกาสเชิงมุมน้ำเงิน เพื่อให้เป็นแชมป์ต่อสู้กับอีกมุมนึง”

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้ยังมั่นใจใช่ไหมว่า กระแสสีน้ำเงิน จะชนะสีส้ม น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประชาชนมอง แต่เราในฐานะพรรคการเมือง ก็นำเสนอนโยบายและตัวบุคคล รวมถึงผลงาน และวิธีคิดทุกมิติอย่างดีที่สุดแล้ว และเชื่อว่าครั้งนี้เราน่าจะได้รับความไว้วางใจกับประชาชน มั่นใจว่า ในพื้นที่ กทม.จะได้เก้าอี้ สส. ส่วนจะได้เท่าไหร่ ก็อยู่ที่ประชาชน

ด้านนายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่ประเมินว่าพรรคภท. จะได้ที่นั่งสส. 200 ที่นั่งว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนกรณี น.ส.ศุภมาศ ประกาศไม่เลือกเรา เขามาแน่ อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตอนนี้มีแค่ 2 ฝั่งซ้ายกับขวา ทางรอดคือน้ำเงิน มีความชัดเจนขนาดนั้นหรือไม่ นายอนุทิน ยิ้มก่อนตอบว่า เวลาที่ไปพาดพิงถึงคนอื่น คิดว่าหุบปากดีกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่มีแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี ซึ่งเรามีสิ่งที่จะต้องไปต่อสู้ไปป้องกันจากประเทศอื่นอีกมาก ตอนนี้เชื่ออยู่อย่างหนึ่ง คือ ขณะที่การเมืองอยู่ระหว่างการแข่งขันเพื่อมาเป็นผู้แทนราษฎร หากผู้แทนราษฎรทะเลาะกัน ก็เหมือนราษฎรทะเลาะกัน ไม่เกิดผลดีอะไรกับประเทศไทยเลย

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทย ต้องตั้งทีมตรวจสอบใครหาเสียงสาดโคลน ทำให้พรรคเสียหายด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หายใจยาวๆ นิ่งๆ เดินเข้าหาประชาชน อีก 2 สัปดาห์ พรรคไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่ต้องการความขัดแย้ง หาเสียงก็พูดแต่เรื่องนโยบายของพรรค ไม่เคยพูดถึงพรรคอื่น บางพรรคหาเสียงด่าพรรคภูมิใจไทย 50 นาที พูดถึงพรรคตัวเอง 10 นาที อย่างนี้ประชาชนได้อะไร เราหาเสียงเพื่อขายนโยบายของพรรคให้กับประชาชน ไม่ใช่เพื่อไปด่าพรรคอื่นให้ประชาชนฟัง เราไม่เคยทำอย่างนั้น เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น

ก่อนหน้านี้ ได้เห็นท่าทีและสัญญาณในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว นั่นคือคำพูดแบบร้องขอของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ “อ้อนขอ” แรงสนับสนุนจากบรรดา “เอฟซี ของลุงตู่” หรือผู้สนับสนุนและชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เทเสียงมาที่พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าในตอนนั้นเป็นการพูดในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเป้าหมายต้องการ “ปักธง” ให้ได้เป็นครั้งแรก แต่เชื่อเถอะ เขาต้องการสื่อสารไปทั่วประเทศในความหมายเดียวกัน คือ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” นั่นแหละ

หรือระหว่างที่ นายอนุทิน กำลังเดินสายหาเสียงที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เขาให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง แล้วชาวบ้านตระโกนว่า “รักลุงตู่ เชียร์ลุงหนู” มองว่าโค้งสุดท้ายคะแนนฝ่ายอนุรักษ์นิยม จะเทให้พรรคภูมิใจไทย หรือไม่ ว่า ถือว่าเป็นบุญ เป็นความเมตตาที่ลุงตู่ มีต่อพวกตน สไตล์การทำงานในบางเรื่องอาจจะคล้ายกัน วันนี้ลุงตู่ ไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้ สิ่งดีๆ ที่ท่านได้ทำมา ประชาชนก็จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากให้สิ่งเหล่านั้น แนวทางยังอยู่ หลายๆ อย่าง ตนก็ทำตามแนวทางเดิม การรักชาติบ้านเมือง การมีความภาคภูมิใจ ในเอกราชของชาติไทย การให้ความสำคัญกับรั้วของชาติ พรรคเราจะไม่มีวันด้อยค่าทหาร ไม่มีวันพูดอะไรที่บั่นทอนจิตใจให้กับคนที่ปกป้องบ้านเมืองให้เรา ไม่มีวันที่จะไปดูถูกดูแคลนใคร และไม่มีวันเฝ้าอยู่ในความประมาทว่า สงครามจะไม่มีวันเกิดขึ้น นี่ก็พิสูจน์ความจริงทั้งหมดแล้ว สิ่งที่บางคนเคยพูดไว้ ถ้าเกิดเราไปเชื่อเขาป่านนี้เราก็เสียหายยับเยิน คงไม่มีความสงบสุข ดินแดนก็คงจะเสียไปแล้ว

แน่นอนว่ายุทธศาสตร์แบบนี้ เหมือนกับการ “บีบให้เลือกข้าง” หรือให้รีบตัดสินใจให้เด็ดขาด ห้ามลังเล ต้องเทเสียงไปที่พรรค หรือขั้วที่สามารถชนะการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาล เป็นการสื่อสารให้รู้ว่า “อย่าเลือกพรรคอื่นให้เสียของ” อะไรประมาณนั้น ซึ่งเชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายแรงบีบคั้นแบบนี้ จะต้องเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์แบบนี้ย่อมส่งผลกระทบกับพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง และเล็ก ที่อาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุน มีจำนวนส.ส.ลดลง หรือบางพรรค อาจไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเลยก็เป็นไปได้

แน่นอนว่า หาก “ยุทธศาสตร์เลือกข้าง” นี้กลายเป็นกระแสจริง ก็จะกลายเป็นการแบ่งฐานเสียง ฐานคะแนนของสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายที่เรียกว่า “อนุรักษ์นิยม” กับอีกฝ่ายหากจะเรียกว่าเป็น “เสรีนิยม” ก็ไม่น่าจะใช่ เอาเป็นว่าเป็นอีกฝ่ายที่มาจากฐานเดียวกัน คือ สนับสนุนทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เป็นพวก “สีแดง” และ “สีส้ม” ที่อาจมีพวก“สามนิ้ว” ปะปนกันอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งพวกเขาก็ต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าจะเทไปทางไหน ระหว่างสองพรรคดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรเชื่อว่า กลุ่มหลังนี้ส่วนใหญ่มีการตัดสินใจไปแล้ว ขณะที่ยังลังเลไม่ตัดสินใจน่าจะเป็นพวกฝ่าย อนุรักษ์นิยม นี่แหละ

เพราะหากโฟกัสให้ชัดก็คือ อีกขั้วหนึ่งก็คือฝ่ายพรรคประชาชน ที่ชูนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล

ดังนั้น เชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายเสียงเรียกร้อง กดดันให้ “เลือกข้าง” แบบว่าการเลือกแบบมียุทธศาสตร์ อ้างว่าเพื่อป้องกันเสียงตกน้ำ จะดังและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับพรรคแกนหลักอย่างพรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกับเสียงของกลุ่มที่ยังลังเล หรือยังหาใครที่เหมาะสมไม่ได้ จะถูกบีบให้ตัดสินใจว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ส่วน “เขา” คนนั้นคือใครที่จะมา ก็น่าจะมองเห็นกันอยู่ !!



กำลังโหลดความคิดเห็น