“จักรภพ” ชี้ทางออกประเทศต้องคิดเป็นระบบ เพื่อไทยเสนอจิ๊กซอว์นโยบาย แก้จน–ลดเหลื่อมล้ำ ควบคู่ความมั่นคงรอบด้าน เดินเกมเจรจา MOU 43–44 ไม่ดึงไทยสู่กับดักความขัดแย้ง
วันนี้ (26 ม.ค.69 )นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวทีดีเบท “ชี้ชะตาประเทศไทย”โดยนำเสนอมุมมองเชิงโครงสร้างต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความมั่นคงชายแดน และแนวทางการเมืองในระยะยาว ย้ำว่า ประเทศไทยไม่อาจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแบบแยกส่วน แต่ต้องออกแบบนโยบายให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ เหมือนการต่อ “จิ๊กซอว์” จากเรื่องเล็กไปสู่ปัญหาใหญ่
นายจักรภพระบุว่า แนวคิดของพรรคเพื่อไทยสืบทอดมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงปัจจุบัน โดยตั้งต้นจากโจทย์ใหญ่ของประเทศ เช่น โครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เด็กเกิดน้อย ขณะที่ภาระการดูแลเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญคือ จะนำทรัพยากรจากที่ใดมารองรับในอนาคต ซึ่งคำตอบต้องเริ่มจากการสร้างเศรษฐกิจวันนี้ให้แข็งแรง
สำหรับมาตรการระยะสั้นที่เชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาระยะยาว นายจักรภพยกตัวอย่างนโยบาย “หวยเกษียณ” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ไม่ใช่การส่งเสริมการพนัน แต่เป็นการนำพฤติกรรมที่มีอยู่จริงในสังคมมาปรับเป็นกลไกการออม โดยไม่ฝืนวิถีชีวิตประชาชนจนเกินไป เพื่อปูทางรองรับสังคมสูงวัยในอนาคต
อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญคือ ปัญหาหนี้สินประชาชน นายจักรภพระบุว่า คนไทยจำนวนมาก “โงหัวไม่ขึ้น” เพราะภาระหนี้ทั้งในระบบธนาคารรัฐ เอกชน และนอกระบบ ทั้งที่สังคมพูดถึงทุนนิยม แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่มีทุนตั้งต้น พรรคเพื่อไทยจึงเสนอการปลดหนี้อย่างเป็นระบบ แยกตามประเภทหนี้ เพื่อคืนอิสรภาพทางเศรษฐกิจให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่การแข่งขันในระบบได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเสนอแนวคิดให้เด็กทุกคนมีบัญชีเงินฝากตั้งแต่อายุ 15–16 ปี เพื่อสร้าง “ทุนตั้งต้นชีวิต” เมื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเลือกเรียนสายอาชีพ ทำธุรกิจ SME เป็นนักกีฬาอีสปอร์ต หรือศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เพื่อตัดวงจรที่เด็กมีความสามารถและความฝัน แต่ขาดโอกาสเพราะไม่มีทุน จนต้องตกอยู่ในวังวนความยากจนซ้ำซาก
ในประเด็นความมั่นคงชายแดนและ MOU 43–44 นายจักรภพกล่าวว่า ความมั่นคงของไทยต้องตั้งอยู่บนฐานของ “ดุลยภาพรอบประเทศ” ไม่ใช่มองเฉพาะปัญหาชายแดนกัมพูชาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงลาว พม่า และมาเลเซีย โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมาที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่การเกิดรัฐใหม่ และส่งผลต่อโครงสร้างชายแดนไทยทั้งหมด รวมถึงปัญหากลุ่มอิทธิพลข้ามชาติและอาชญากรรมข้ามพรมแดน ซึ่งล้วนเป็นภัยความมั่นคงไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรให้ความเร่งด่วนกับปัญหาชายแดนในปัจจุบัน เนื่องจากกระทบทั้งทหารและประชาชนโดยตรง สำหรับ MOU 43 และ 44 นายจักรภพย้ำว่า “สามารถยกเลิกได้” แต่ต้องมีสิ่งใหม่มาทดแทนก่อน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งจะเสียเวลาและซ้ำเติมความขัดแย้งในประเทศโดยไม่จำเป็น
“แทนที่จะมีทางเลือกแค่ใช่หรือไม่ใช่ เราควรเลือกทางที่สาม คือการเจรจา ไม่พอใจตรงไหนเอาออก ปรับแผนที่ใหม่ แล้วเก็บส่วนที่เป็นประโยชน์ไว้” นายจักรภพกล่าว พร้อมเตือนถึงอันตรายของการดึงมหาอำนาจนอกอาเซียนเข้ามาในบริบทโลกที่กำลังไร้ดุลยภาพ ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
นายจักรภพยังเสนอว่า ความมั่นคงของชาติไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ด้านการทหาร แต่ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ และความมั่นคงของชีวิตมนุษย์บนหลักสิทธิมนุษยชน โดยยึด “ผลประโยชน์ของประเทศ” เป็นแกนกลาง ไม่ใช่ชัยชนะเฉพาะหน้าที่อาจนำไปสู่ความเสียหายในระยะยาว พร้อมย้ำว่า ไทยมีศักยภาพในการเจรจาระหว่างประเทศ บุคลากรด้านการทูตและความมั่นคงมีความสามารถ แต่ฝ่ายการเมืองต้องกล้าใช้ “อำนาจต่อรอง” อย่างมียุทธศาสตร์ ทั้งในที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย
ในประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นายจักรภพแสดงจุดยืนเห็นชอบให้มีการแก้ไข โดยมองว่ากระบวนการดังกล่าวควรเป็นเวทีให้สังคมไทย “ทะเลาะกันอย่างสร้างสรรค์” เพื่อปรับความสัมพันธ์ของคนในชาติ ความเห็นต่างไม่ใช่ความขัดแย้ง หากเป็นการหาทางอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าหมวด 1 และหมวด 2 ควรเว้นไว้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง ขณะที่หมวดอื่นเป็นเรื่องการใช้อำนาจรัฐซึ่งรัฐบาลและประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยนายจักรภพชี้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่เอกสารไร้ชีวิต แต่เป็นบันทึกวัฒนธรรมและความคิดทางการเมืองของสังคม หากประชาชนมีส่วนร่วม ความคิดเหล่านั้นควรถูกสะท้อนอยู่ในรัฐธรรมนูญ
ต่อคำถามว่านโยบายใดสร้างความเสียหายให้ประเทศมากที่สุด นายจักรภพกล่าวว่า สิ่งที่อันตรายไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่คือแนวคิดที่ไม่ไว้วางใจประชาชน และมองว่าการให้ทุนหรือโอกาสจะทำให้ประชาชน “ใจแตก” โดยย้ำว่า ในระบบทุนนิยม อำนาจต่อรองสำคัญที่สุดคือทุน และรัฐมีหน้าที่สร้างโอกาสให้ประชาชนเป็น “นักทุนนิยมรายย่อย” ของตัวเอง ไม่ใช่ผูกขาดอำนาจการบริหารไว้ที่รัฐฝ่ายเดียว
ช่วงท้าย นายจักรภพกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยผ่านประสบการณ์ ความขัดแย้ง และวิบากกรรมทางการเมืองมามาก จึงเรียนรู้หลุมพรางของประเทศ และมีความพร้อมทั้งด้านประสบการณ์ วุฒิภาวะ และอารมณ์ทางการเมือง ในการพาประเทศเดินหน้าลดความขัดแย้ง สร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมฝากประชาชนพิจารณา “พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9” เป็นทางเลือกในการขับเคลื่อนประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทย


