ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ขายฝัน รวยลัด เสี่ยงรั่วไหล!? หรือ "เพื่อไทย" วางหมากใหญ่!?
กระแสการเมืองเลือกตั้งตอนนี้ต้องบอกว่าทุกพรรค เฮละโลรุมฟาด "เพื่อไทย" หลังหาเสียงจะสร้าง "เศรษฐีเงินล้าน"วันละ 9 คน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นดรามา ไฟลามทุ่งทางการเมือง โหมกระพือไปในสังคมโซเชียลฯ จนลุกไหม้
ฝั่งรุมด่า มองว่า…นี่คือประชานิยมเวอร์ชันใหม่ แจกเงินล่อใจ ใช้งบสิ้นเปลือง
"กรณ์ จาติกวณิช" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตขุนคลัง วิจารณ์อย่างหนักว่าการสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เป็นการเอาเงินภาษีไปทิ้ง ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม และขาดความโปร่งใส ในการคัดเลือกผู้รับรางวัล
กรณีนี้ "กรณ์" เรียกว่า "ขายฝันลมๆ แล้งๆ" มากกว่ามาตรการจริงจัง เพื่อพัฒนาประเทศ
แต่อีกฝั่ง "หนิม-จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯฝ่ายแดง ออกมาย้ำว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ
แล้วความจริงอยู่ตรงไหน?!
ย้อนกลับมาที่ฝั่งวิจารณ์ ทั้งนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม คู่แข่งขันเลือกตั้ง และนักวิชาการสายการคลัง ตั้งคำถามตรงกันว่า...
การสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้านบาท จะต่างอะไรจาก ล็อตเตอรี่การเมือง?
การใช้งบ 9 ล้านบาทต่อวัน หรือปีละกว่า 3,000 ล้านบาทนั้น ไม่ได้สร้างผลผลิตจริง เสี่ยงต่อข้อครหาความโปร่งใส เอื้อพวกพ้อง หรือกลายเป็นหัวคะแนน ยุคเอไอ
คำถามสำคัญ คือ แจกเงินล้านต่อคน 9 คนต่อวันแล้ว เศรษฐกิจดีจริงหรือ ? หรือแค่ดีเฉพาะคนที่ถูกรางวัล ?
งานนี้"จุลพันธ์" ที่เคยอยู่คลัง เถียงคอเป็นเอ็นว่า ไม่ได้แจกแล้วแจกเลยแต่คือการลงทุน
ชุดข้อมูลที่เพื่อไทยและไอโอ ในโซเชียล เตรียมไว้ตอบโต้คนด่านโยบายนี้ มีคำพูดสวยหรูไปในทางเดียวกัน ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ต่อไปแต่จะได้กลับเป็นแสนๆ ล้าน!
ยกตัวอย่างกลุ่มสุ่มที่เป็นผู้เสียภาษี เมื่อประชาชนอยากลุ้นรางวัล ก็ต้องขอใบเสร็จ ซึ่งคือภาษี
แล้วภาษี ก็คือรายได้รัฐ
พรรคเพื่อไทยยังยก Case study ระดับโลกมาสนับสนุนเหตุผลนี้ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ 8–9% ไต้หวัน โมเดลต้นแบบ เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยสูงถึง 20%
พูดง่ายๆ ว่า คณิตศาสตร์การเมือง ลงทุนพันล้าน หวังคืนแสนล้าน
ตัวเลขที่ “เพื่อไทย” หยิบมาวางบนโต๊ะมีดังนี้ ฐาน VAT ไทยปัจจุบัน: 8–9 แสนล้านบาท/ปี ถ้าเพิ่มการจัดเก็บได้เพียง 20% รายได้รัฐเพิ่มเกือบ 200,000 ล้านบาท/ปี ขณะที่ต้นทุนโครงการ แค่ราว 3,000 กว่าล้านบาท
สรุปแบบบ้านๆ ลงทุนราว 3% เพื่อหวังผลตอบแทนหลักแสนล้าน เมื่อเทียบกับงบลงทุนรัฐ ปีละราว 8 แสนล้านบาท
หากนโยบายนี้เพิ่มรายได้รัฐ ได้แค่ 1–2 แสนล้าน ก็เท่ากับเพิ่มกระสุนงบประมาณได้อีก 12–25%
“จุลพันธ์” หงายไพ่ใบใหญ่ที่ซ่อนอยู่ คือ "Big Data" หรือ ข้อมูล
โดยมองผลเลิศบนทุ่งลาเวนเดอร์ ว่า รัฐจะได้ข้อมูลเศรษฐกิจระดับจุลภาค แบบ Real-time รู้ว่าตลาดไหนขายอะไร พื้นที่ไหนเงินสะพัด
เห็นจุดแพง จุดรั่ว จุดซ้ำซ้อน
ใช้ AI วิเคราะห์ วางนโยบายแบบ “ยิงตรงเป้า” แทนการ “หว่านแห”
และที่สำคัญที่สุด ดึงเศรษฐกิจนอกระบบมูลค่า 9 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก ให้ “สมัครใจ” เดินเข้าสู่ระบบ แทนการบังคับเก็บ ที่สร้างแรงต้าน
สรุปว่า นโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ที่เป็นกระแสร้อน ตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นแจก หรือไม่แจกเงิน แต่คือการ "วัดใจ" ประชาชนว่า จะเชื่อว่าเป็นประชานิยมเวอร์ชันใหม่ "กล่องสุ่ม" ขายฝัน หรือ "มอมเมา" หรือ
จะมองว่าเป็น "หมากลงทุน" โครงสร้างข้อมูลที่รัฐไทยไม่เคยทำมาก่อน !? อย่างที่เพื่อไทยสาธยาย
สุดท้าย คำถามไม่ได้อยู่ที่ “ใครรวย” แต่อยู่ที่ว่า ระบบจะโปร่งใส จริงไหม!? ผลตอบแทนจะเกิดจริงหรือไม่!? และรัฐจะใช้ "Big Data" อย่างมีวินัยแค่ไหน !?
เกมนี้… “ทักษิณคิด เพื่อไทยหาเสียง” เดิมพันด้วยคะแนนเสียงมิตรรักประชานิยม หรือ หากนโยบายหลุดเข้ามาทำจริง ก็น่าจับตาอนาคตการคลังไทยทั้งระบบดีขึ้นจริง หรือจะโดน "สแกมเมอร์" ดูดจนถังแตก!?..โปรดติดตาม
++ พรรคส้ม ดึง "พิธา" ปั่นกระแส เรียกเรตติ้งช่วงโค้งสุดท้าย
ช่วงที่ผ่านมา การหาเสียงของพรรคประชาชน ก็จะเห็นแต่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ลงไปช่วยผู้สมัครหาเสียงเป็นหลัก จะมี “ไอซ์” รัชนก ศรีนอก บ้างเป็นบางที่
ส่วน“ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล” “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช และ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” นั้นหนักไปทางเป็นแขกรับเชิญไปดีเบตในเวทีต่างๆ
แต่กระแสตอบรับก็ยัง“ไม่ปัง”อย่างเห็นได้ชัด
“พรรคส้ม”จึง เรียกตัว “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ให้มาช่วยหาเสียง หวังปั่นกระแสในช่วงโค้งสุดท้าย ให้มีบรรยากาศคล้ายเลือกตั้งปี 2566 และ “พิธา”ก็มาประเดิมเวทีแรก ที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.)
“พิธา” บอกว่า ตั้งใจจะมาสื่อสารเพื่อดึงคน 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 10 ล้านคน ที่ปกติแล้วไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 10-15 เปอร์เซ็นต์ หรือ ประมาณ 7 ล้านคน ที่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจ รวมกับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อีกประมาณ 2 ล้านคน จะต้องปลุกคนกลุ่มนี้ ให้ออกมาเลือกพรรคประชาชน
อีกทั้ง เป็นการกลับมาเติมเต็มให้กับทีมงาน “4 T” ประกอบด้วย “ธร- ทิม- เท้ง- ต๋อม” เพื่อส่ง “เท้ง” เข้าไปนั่งในทำเนียบรัฐบาล ให้ได้
ส่วนปัญหาเรื่อง “วาทกรรม” ที่เคยใช้ในการหาเสียงครั้งก่อน อย่าง ...ทหารมีไว้ทำไม... รบไปก็แพ้ จะกลายเป็นกระแสตีกลับหรือไม่นั้น “พิธา” บอกว่า ไม่ห่วง เพราะได้อธิบายไปแล้ว ขอโทษไปแล้ว ถือว่าได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว
หากดูตามตัวเลขที่ “พิธา”คาดหวังว่าจะถึงคน ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เคยออกมาใช้สิทธิ์ให้ออกมานั้น คงเป็นเรื่องยาก เพราะเลือกตั้งที่ผ่านมาแทบทุกครั้งมีคนออกมาใช้สิทธิ์อย่างมากสุด ประมาณ 70 เปอร์เซนต์ บวก ลบ
ส่วนคนที่ยังไม่ตัดสินใจนั้น ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลสำรวจของ “พระปกเกล้าโพล” บอกว่า กลุ่มที่สูงที่สุดคือ 26% บอกว่ายังไม่มีใครเหมาะสม ส่วน “เท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน ได้18.8% “อนุทิน ชาญวีรกูล”พรรคภูมิใจไทย ได้16.9% “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” พรรคเพื่อไทย ได้10.9% และ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 10.2%
ถ้าอ่านผิวเผิน ผ่านๆ จะดูเหมือนสนามยังเปิด ทุกฝ่ายมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะไปแย่งชิง 26% ที่บอกว่ายังไม่ตัดสินใจเลือกใคร
แต่ความจริงทางการเมือง มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะ “ด้อมส้ม” ส่วนใหญ่ตัดสินใจไปแล้วว่า เลือกส้มแน่ๆ เขาไม่ได้อยู่ในโหมดลังเล เขาเลือกจากจุดยืน และเลือกไปตั้งนานแล้ว
“คนที่ยังลังเล”จึงไม่ใช่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกส้ม หรือไม่เลือกส้มดี แต่คือคนที่ไม่เลือกส้มอยู่แล้ว เพียงแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะฝากประเทศไว้กับใคร ระหว่าง “อนุทิน-ยศชนัน-อภิสิทธิ์”
เพราะความลังเลของคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่เป็นเรื่องความไว้ใจ ความมั่นคง และความรู้สึกว่าใคร “คุมสถานการณ์ได้จริง”
พูดกันตรงๆ ถ้าตีความอย่างเข้าใจภพื้นฐานการเมือง “พระปกเกล้าโพล” ไม่ได้บอกว่าส้มกำลังจะชนะ แต่กำลังบอกกลายๆว่า ส้มอาจไม่ชนะในรอบนี้ !!
ยิ่งถ้าประเมินแบบเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่พรรคส้ม “แลนด์สไลด์” ได้มา 151 ที่นั่ง โดยที่กรุงเทพฯและปริมณฑล อย่าง นนทบุรี สมุทรรปราการ ปทุมธานี ส้มกวาดเกือบหมด
ภาคตะวันออก ชายทะเลก็เช่นกัน ตั้งแต่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด แทบจะกวาดหมดเหมือนกัน
ส่วนที่ภาคใต้ นอกจากยกจังหวัดที่ภูเก็ตแล้ว คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ โดยรวมยังชนะเป็นที่ 1 อีกด้วย
แต่เลือกตั้งครั้งนี้ พื้นที่ที่เคยเทคะแนนให้กับพรรคส้มดังที่กล่าวมานั้น คงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
ดังนั้นการดึง “พิธา”มาช่วยปั่นกระแสในช่วงโค้งสุดท้าย จึงยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะสถานการณ์ และองค์ประกอบในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เปลี่ยนไปจากครั้งที่แล้วมาก
อย่าว่าแต่เป้าหมาย 250 ที่นั่งเลย แค่ 151 ที่นั่ง เท่าครั้งที่แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะรักษาไว้ได้หรือเปล่า ?!


