ทุกต้นปี ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวและค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูง กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนไทยไปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้การจัดการฝุ่นถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” จากความซับซ้อนของปัญหาที่มีต้นตอจากหลายแหล่ง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่
สำหรับในพื้นที่เกษตร หลายคนคงคุ้นกับภาพการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรืออ้อยโรงงาน สำหรับเกษตรกรแล้วการเผาเป็นวิธีที่ “เร็ว ง่าย และต้นทุนต่ำ” และควันจากการเผาเหล่านี้คือหนึ่งในต้นตอหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสังคมในวงกว้าง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีก้าวเข้ามา หยุดการ "เผา" ในพื้นที่เพาะปลูก แทนที่ด้วย "การจัดการฝุ่นด้วยข้อมูล"
การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เปลี่ยนการจัดการฝุ่นจากเรื่องการขอความร่วมมือ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ข้อมูลเป็นฐาน ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ได้ใช้เพื่อ“ตรวจจับ” แต่เพื่อช่วยที่ช่วยให้การพยากรณ์ การระบุพื้นที่เสี่ยงเกิดการเผาอย่างแม่นยำช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจได้ดีขึ้น และสร้างทางเลือกและโอกาสใหม่ให้เกษตรกรควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ในระดับประเทศ หน่วยงานด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้นำข้อมูลจากดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาใช้ตรวจจับ จุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาและไฟป่าเสมือน "ตาจากฟากฟ้า" คอยตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เสี่ยงแบบเรียลไทม์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ลดการเกิดฝุ่นตั้งแต่แหล่งกำเนิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ และช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
การพัฒนาแอปพลิเคชัน “Burn Check” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง GISTDA กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แอปฯ นี้เปลี่ยนภาพการเผาที่เคย “มองไม่เห็น” ให้กลายเป็นข้อมูลที่ทุกฝ่ายมองเห็นร่วมกัน เกษตรกรที่จำเป็นต้องจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร สามารถลงทะเบียนระบุวัน เวลา และสถานที่ ระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ร่วมกับสภาพอากาศ ทิศทางลม และค่าฝุ่นในช่วงนั้น หากเป็นวันที่อากาศปิดหรือฝุ่นสูง ระบบจะไม่อนุมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่นสะสมจนเกินมาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ที่สำคัญ Burn Check ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์ม “ขออนุญาตเผา” แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็น “ปริมาณเชื้อเพลิง” ในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้เปิดทางไปสู่การจัดการรูปแบบใหม่ แทนการเผาทิ้งแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการประสานกับโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อรับซื้อฟางข้าวหรือซังข้าวโพด การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับไถกลบเพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ หรือการต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดฝุ่นตั้งแต่ต้นทาง แต่ยังช่วย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร ได้อย่างตรงจุด สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานอย่าง GISTDA และกรมควบคุมมลพิษ ยังได้นำเทคโนโลยี Machine Learning และ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมย้อนหลังหลายปี ร่วมกับดัชนีความแห้งแล้งและชนิดพืช เพื่อระบุ พื้นที่เสี่ยงต่อการเผาซ้ำซาก (Hotspot Tracking) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถลงพื้นที่เชิงรุกไป “สกัดการเผา” ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาล ลดปัญหาที่ปลายเหตุ
ด้านวิชาการและภาคเอกชนก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เช่น DustBoy เซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ทำให้เห็นค่าฝุ่นในระดับ “รายชุมชน” และแพลตฟอร์ม Air4Thai ที่ใช้ Big Data วิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์ฝุ่นล่วงหน้า 3–7 วัน ช่วยให้ทั้งประชาชนและหน่วยงานรัฐเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ บทบาทของภาคเอกชนในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของบูรณาการเกษตรกรหยุดเผา โดยเฉพาะ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบ ได้นำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) มาใช้ ผสานข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) และร่องรอยการเผาไหม้ (Burn Scar) จากดาวเทียมเข้ากับระบบ GIS และ AI ทำให้สามารถตรวจสอบได้จริงว่า ข้าวโพดมาจากแปลงที่ปลอดการเผาได้อย่างแม่นยำ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานการเกษตรไทยในตลาดโลก
เพื่อสนับสนุนการลดฝุ่นอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568/2569 ตั้งเป้าลดการเผาในพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่มีระบบรับรองและตรวจสอบย้อนกลับได้
เรื่องราวของฝุ่น PM 2.5 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงรุก เพื่อจัดการที่ต้นเหตุ เพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุทางการเกษตร และสร้างระบบเกษตรปลอดเผาอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของข้อมูล ความร่วมมือ และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน


