“ปุ๊ 3 บาท” หรือ “นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดใจกับสื่อมวลชนครั้งแรกถึงเส้นทางบนถนนแห่งการเมือง ซึ่งได้อาสาเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติบ้านเมือง หลังไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศร่วม 30 ปี โดยได้ค้นพบกับวิธีการทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง และ ทำให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จนได้รับฉายาว่า “ปุ๊ 3 บาท”
“นายภาณุรัช ดำรงไทย” เล่าว่า เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศทั่วโลก และ อยู่ในสายของพลังงานมาตลอด รวมทั้งยังเป็นเพื่อนรักของ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 โดยเป็นเพื่อนของ ดร.เอ้ ตั้งแต่สมัยเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ ที่รู้จักกันดีว่า วิศวลาดกระบัง
“จริงๆเอ้เป็นคนเก่งมาก แล้วเอ้เป็นประธานรุ่น วิศวกรรม ลาดกระบัง รุ่น 49 ตอนขึ้นมาปี 2 ปี 3 มาทำเชียร์สโมสรนักศึกษา เอ้มักจะมาหาผม สมัยนั้นมันไม่มีการทำคอนเทนท์ เอ้มาปรึกษาว่าจะพูดกับรุ่นน้องแบบนี้จะทำยังไง ผมก็วางสคริปต์พูดให้
พอมาถึงตอนเอ้ลงการเมือง ผมก็กำลังกินบุฟเฟ่ต์กับภรรยา เอ้ก็โทรมาบอกว่า ปุ๊ ไม่ไหวแล้ว มาช่วยเพื่อนหน่อยเถอะ จะนอนดูซีรีส์เกาหลีอยู่ที่บ้านเหรอ ผมก็เลยมาช่วยเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง พอเข้าไป เอ้ก็บอกว่า เป็นแค่ที่ปรึกษา เราก็นึกว่าเป็นแค่ที่ปรึกษา พอไปถึงวันแรก โห! หลอกกูอีกแล้ว และ คำทุกคำคือ ปุ๊เพื่อนรัก ได้ยินที่ไร เหนื่อยทุกที คำว่า ปุ๊เพื่อนรัก” นายภาณุรัช ดำรงไทย เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
นายภาณุรัชเล่าถึงความสามารถของ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ อีกว่า มีวิสัยทัศน์และความกล้าในการเป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยกล้าเดินไปบอกถึงแนวคิดการทำอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินกับนายกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในยุคนั้น (ปี 2535-2539)
“เราก็รู้จักเอ้มาตั้งแต่เด็ก วิสัยทัศน์เอ้ ตอนปี 4 จำได้ครั้งหนึ่ง เอ้บอกว่า จะไปหาผู้ว่าฯกทม.จะไปคุยกับผู้ว่าฯเรื่องรถไฟใต้ดิน พวกเพื่อนก็บอกว่า มึงบ้าหรือเปล่า เป็นนักศึกษาจะไปหาผู้ว่าฯ กทม. แต่เอ้มันไปจริง ไปคุยเรื่องรถไฟใต้ดิน คิดดู แล้วตอนหลังมันเกิดขึ้นจริง สุดท้ายเอ้ได้ทุนไปเรียนเอ็มไอที แล้วมีรถใต้ดิน เห็นไหม ใครจะไปคิด วิสัยทัศน์เอ้ตอนนั้น” นายภาณุรัชเล่าให้ฟัง
การทำงานด้านการเมืองในประเทศไทยนั้น “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ยังต้องมี “กัลยาณมิตร” ในเส้นทางการเมือง โดยเฉพาะการเข้ามาทำหน้าที่ตอบโจทย์ทางการเมืองไปกับพรรคไทยก้าวใหม่ของนายภาณุรัช ที่ต้องใช้เส้นทางการทำงานส่วนตัวอันโชกโชนด้านพลังงานมารับใช้ประเทศชาติ
“อย่างเรื่อง พ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะ ดร.เอ้ ให้ผมช่วยตั้งแต่ผมทำคลับเฮ้าส์กับพี่ดำรง พุฒตาล และ พี่ต๊ะ นารากร ติยายน เราก็ช่วยกันมา จนป่านนี้ เป็นไงครับ เครนก็ยังร่วงอยู่ เอาบริษัทนี้ออก บริษัทหน้าจะไม่ร่วงเหรอครับ จะเอายังไงอีก น้ำท่วมก็แจกถุงยังชีพอีก บางคนบอก คุณพูดแบบนี้คุณเก่งมาจากไหน ก็เลยบอก ไม่เก่งก็ไม่เข้ามาหรอก ซึ่งในส่วนตัวผมเองเป็นคนธรรมดา ธรรมดาขนาดไหน ขอให้มองแบบนี้ อย่ามองว่า พี่ปุ๊ทำงานต่างประเทศ เขาเป็นเด็กไฮโซ ไม่มีหรอกครับ
ลูกๆผม ผมก็เลี้ยงลูกผมมาแบบธรรมดา แต่ลูกผมเก่ง ได้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศ วันนี้เราก็แทบจะหมดภาระแล้ว เพราะลูกเก่งทั้ง 2 คน และ มาถึงวันนี้ถ้ามีโอกาส เอาความรู้มาให้พวกเรา ได้ให้น้องๆมีอาชีพ เราก็ทำ และ ชีวิตผมเริ่มจากเรียนหนังสือที่ลาดกระบัง เป็นเพื่อน ดร.เอ้ ตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง นอนหอมาด้วยกัน ทำกิจกรรมนักศึกษามาด้วยกัน เอ้เป็นคนเก่งตั้งแต่เด็ก พอผมเรียนจบที่ลาดกระบังแล้วก็ไปทำงานอยู่ที่ปูนซีเมนต์ไทย แล้วไปอยู่ที่ยูโนแคล และ เชฟรอน หลายท่านรู้จักผม เพราะอาชีพผมคือ ขุดเจาะแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย พอปี ค.ศ.2005 ผมถูกส่งไปอยู่เทคโนโลยีเซ็นเตอร์ของเชฟรอน ให้ไปทำงานด้านเทคโนโลยี
เพราะฉะนั้นก็ทำงานใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาตลอด ผมทราบหมด อย่างเรื่องทรัมป์ไปบุกเวเนซูเอล่าทำไม ผมทราบ เพราะว่าเราเคยทำรีเสิรช์มา หรือ อย่างทำไมรัสเซียยิงยูเครน เพราะยูเครนมีท่อผ่านแก๊สมาจากคาซัคสถานไปยุโรป ผมนึกาพออกหมด แล้วก็ทำงานด้านร๊อก แมคคานิกส์ เป็นการเจาะลงไปใต้ดิน เป็นการแฟลกหิน ทำให้หินแตก ก็เลยเกิดอุตสาหกรรมเชลออย เชลแก๊ส วันหนึ่งมันจะเกิดเป็นอุตสาหกรรม เราก็ไม่รู้เรื่อง วันหนึ่งก็ย้ายไปอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ทำงานพลังงานความร้อนใต้พิภพ จีโอเทอร์มอล และย้ายไปอยู่แองโกลา มาเป็น 10 ปี แล้วก็เคยไปอยู่คองโกล ลูกสาวก็ไปเรียนอังกฤษ ผมก็กับมาเมืองไทยพักหนึ่ง และ กลับไปอยู่ที่อินโดนีเซียอีก 4 ปี ได้เห็นหลายๆมิติ เช่น การเลือกใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ การทำงานในต่างประเทศทำให้เรารู้มากกว่าพลังงานและเทคโนโลยี อย่างเช่น เราอยู่อินโดนีเซีย เรารู้ว่าข้าวไทยขายได้ หรือ ขายไม่ได้ ทุเรียนหมอนทองที่สุลาเวสีก็มี และมีการใช้แอปโรเบิร์ตเหมือนแอปคาร์ แต่แท๊กซี่ที่อินโดนีเซียเขามีแอป แต่ในไทยเราไม่มีแอป ส่วนที่อินโดนีเซียมีแอปส่วนกลางช่วยเหลือผู้ประกอบการคนขับแกร๊บ คนขับแท๊กซี่
การทำงานการเมืองจึงเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่ผมกลับมาใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยจริงๆ แต่สิ่งที่ขัดใจ คือ คนที่ออกสื่อบ่อยๆ จนพากันเรียกว่า นักวิชาการอิสระ จนกลายเป็นว่า วันนี้คนที่พูดออกสื่อเยอะ กลายเป็นผู้รู้ ขณะที่บางอย่างคนๆนั้นก็พูดจริง บางอย่างก็พูดไม่จริง
เห็นไหมเวลาผมขึ้นเวทีสาธารณะ เวลาผมพูดเรื่องค่าต้นทุนพลังงาน เขาเรียกค่าแอลซีโออี (LCOE : Levelized Cost of Energy คือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิของต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ที่สร้างขึ้น) เงียบ ไม่มีใครเถียงสักคำ เพราะผมพูดความจริง เพราะฉะนั้น คนไทยฟังสื่อจนติด และ คิดว่าสิ่งที่เขาฟังจากสื่อนั้นคือความจริง อันที่สอง รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นทุกกระทรวง คนอะไรเก่งขนาดนั้น ถามจริง คือ สมมติผมไปทำงาน อว. ทั้งที่ผมรู้ว่า เป็นกระทรวงที่ไม่มีรายได้เยอะ แต่เป็นกระทรวงที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาก” นายภาณุรัชเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง
นายภาณุรัชยังได้เล่าถึงแนวทางของพรรคไทยก้าวใหม่ว่า พรรคไทยก้าวใหม่เน้นธนู 4 ดอก ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคไทยก้าวใหม่ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
“ธนู 4 ดอก คือ หนึ่ง เน้นสร้างคน คือ การทำทุกอย่างที่ให้มีความรู้ ความสามารถใหม่ๆ สอง คือ เราเน้นไปที่การสร้างเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หลายๆคนอาจจะมองว่า โลกยุคเก่าจะหากินยังไง แต่ตอนนี้ก็ต้องไปโลกยุคใหม่ สาม คือ ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสะพานถล่ม เครนถล่ม ทนกันอีกไหมครับ ดร.เอ้ เพื่อนรักของผม พยายามผลักดันก่อนที่จะชวนผมเข้ามาทำงานการเมือง น้ำท่วมจะแก้ปัญหายังไง ทุกท่านทราบไหม เคยได้ยินเฮอริเคนริต้าแคททิน่าไหม ผมเป็นหนึ่งในคนที่หนีเฮอริเคนตัวนี้ แล้วผมก็ถูกบริษัทเก่าอบรมทุก 2 ปี ในเรื่องของระบบภัยพิบัติ ที่สหรัฐอเมริกา ไม่มีน่ะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ ไปเดินแจกถุงยังชีพ ไม่มี มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ผู้นำลงไปแจกถุงยังชีพ และ ธนูดอกที่ สี่ คือ จะใช้เทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง เช่น การก่อสร้าง และ การปราบ สแกมเมอร์
พรรคไทยก้าวใหม่จะทำอะไร เราจะทำงานด้านที่เราถนัด และ ถนัดรองลงมา แต่ถ้าจะเอาตัวผมเองไปกระทรวงมหาดไทย ผมก็อายตัวเอง แต่ถ้าบอกว่า ถ้าเอาผมไปดูกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ ด้านการศึกษาและเทคโนโลยี หรือ ด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านภัยพิบัติ อันนี้ มันเป็นความรู้ด้านวิศวกรรม ถามผมสิว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามันไหลด้วยอัตรา 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะท่วมบริเวณไหน ผมกดกูเกิ้ลแล้ว ผมก็รู้ เอาน้ำลงดิน แล้วดินกักเก็บน้ำ หิน ทราย ได้เท่าไหร่ ผมก็รู้ เพราะผมทำเป็น อันนี้คนมีความรู้ หลับตาก็พูดออก แต่หลายคนที่ออกมาพูด ไม่รู้ว่ารู้จริงหรือเปล่า แต่เป็นตัวแทนพูด ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ใช้คนที่รู้พูด
ไม่ใช่ว่าไทยก้าวใหม่จะเป็นแกนนำ แต่ด้วยความเจียมตัวของเรา ผมก็อยากให้ ดร.เอ้ ดร.วราวิช และ คุณหญิงกัลยา ดูในสิ่งที่ท่านถนัด คือ เรื่องการศึกษา แต่ถ้าถามหลายคนก็จะบอกว่าในส่วนของผม น่าจะดูกระทรวงพลังงาน ซึ่งผมโอเคอยู่แล้ว แต่ใจจริงอยากอยู่กระทรวง อว. เพราะมีอะไรหลายอย่างที่เรามีลิขสิทธิ์ แต่ไม่ได้ออก ผมอยู่เมืองนอก ผมรู้เลยว่า ลักษณะลิขสิทธิ์ที่อยู่ในเมืองไทย ถ้านำมาทำเงินก็ทำเงินได้เยอะมาก หรือ การปราบนายทุน หรือ ลดค่าไฟ ถ้าไปแก้กฎหมายมันแก้ยาก แต่อย่างลดค่าไฟ เราเป็นวิศวกร เราทำไง ง่ายมาก โซล่าร์ตัดตัวเลขไป โซล่าร์ 1.50 บาท ไม่เกิน แบตเตอร์รี่ไม่น่าจะเกิน 1.20-1.30 บาทต่อหน่วย เพื่อนบางคนที่เป็นวิศวะก็ยังงงว่า ติดโซล่าร์ต้องเอาไฟเข้าสาย ต้องขาย จะทำยังไง ผมไม่ได้บอกว่า ต้องขาย แต่ กฟภ. รับซื้อเอกชน ให้โซล่าร์บวกแบตเตอร์รี่ อยู่ที่ราคา 2.83 บาท แผงหนึ่งแผงทำไมต้องวางบนดิน ทำไมไม่เอาแผงหนึ่งแผงมาแตกเป็นแผง 10 แผง ใช้ 1,000 หลังคาเรือน ถ้ารวมตัวกัน และ ให้รัฐทำ ราคาจะถูกลง และ สร้างงานให้อาชีวะได้อีก” นายภาณุรัชเล่าให้ฟังถึงแผนของพรรคไทยก้าวใหม่บนเส้นทางการเมือง
นายภาณุรัชทิ้งท้ายว่า การเป็นคนธรรมดาทำให้เขาเข้าใจประชาชนคนไทยในห้วงเวลานี้ ซึ่งต้องการคนธรรมดาที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละเรื่องมาแก้ปัญหา
“ผมไม่ใช่คนรวย แม่ผมเย็บเสื้อ แม่ผมแทบจะหาเงินให้ผมไม่ได้เลย ผมเข้าใจหัวอกดี ผมสอบเข้าลาดกระบัง เพื่อที่ผมจะหาเงินเอง ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเงิน 20,000 บาท สำหรับคนไม่มีเงิน เอาแค่ว่าจะจ่ายค่าบ้าน ค่าไฟ ก็ไม่มีเงินแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากกู้หนี้นอกระบบหรอก แต่ไม่มีทางเลือก แล้วทำไมเงิน 20,000 บาท เขาต้องนำไปปิดหนี้ และ คนจนมีวินัยกว่าคนรวยเยอะ คนที่รวยมากๆ จะหาวิธีหลบภาษี แต่คนจนอย่างพวกเรา ถูกบังขู่ เราก็กลัว ถูกแบงก์ขู่ เราก็กลัว ผมฟังแล้วยังน้ำตาไหลเลย เพราะเราเข้าใจหัวอก
สมัยที่แม่ผมเย็บเสื้อ ผมเข้าใจเลยว่า โอ้โห! กว่าจะหาเงินมาได้ มันไม่เป็นรอบ พอเราเข้าไปเรียน สอนพิเศษได้ เราก็สอน แล้วก็เงินประเทศไทย ถ้าคนอยู่ในจุดนั้นมา มันจะเข้าใจหัวอกนั้นทันทีว่า มันผ่านชีวิตอะไรมา
การแก้ปัญหาการเมือง ผมว่านักการเมืองต้องออกจากความรู้สึกของตัวเอง ต้องออกจากหัวใจว่า ในมุมมองของเราก็มองว่า ก็กู้สิ กู้ได้ ก็กู้ในระบบ ไปกู้นอกระบบทำไม ส่วนเรื่องการศึกษา ผมเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เรียนก็ไม่ได้เก่งอะไร เรียนก็ธรรมดา ผมไปใช้ชีวิตต่างประเทศ 20 ปีได้ยังไง เขาเรียก โกบอลซิตี้เซ็น(Global Citizen)อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้” นายภาณุรัช ทิ้งท้ายด้วยความจริงของชีวิตที่ถึงเวลานักการเมืองไทยต้องเข้าใจประชาชนด้วยหัวใจของความเป็นคนธรรมดา
“นายภาณุรัช ดำรงไทย” จึงนับเป็นบุคลากรที่สำคัญของ “พรรคไทยก้าวใหม่” และของประเทศไทย เพราะไม่เพียงแต่เป็นเพื่อนสนิท “ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” แต่ยังมากด้วยประสบการณ์ความสามารถและชั่วโมงบินในอุตสาหกรรมพลังงานโลก


