xs
xsm
sm
md
lg

จาก "ภาคภูมิ" มาถึง "คริษฐ์"…"โจ๊ก" หนีกรรมไม่พ้น แถม ป.ป.ช.มีมติคืนคดีสินบนทองให้ตำรวจ งานนี้ ก็เอวังด้วยประการทั้งปวง! ** “ภูมิธรรม-ทวี” รอด!! ไม่ได้แทรกแซงคดีฮั้ว สว.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล - ภูมิธรรม เวชยชัย - พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ข่าวปนคน คนปนข่าว




++ จาก "ภาคภูมิ" มาถึง "คริษฐ์"…"โจ๊ก" หนีกรรมไม่พ้น แถม ป.ป.ช.มีมติคืนคดีสินบนทองให้ตำรวจ งานนี้ ก็เอวังด้วยประการทั้งปวง!

เหมือนเวรกรรมกำลังตามสนอง

หลัง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย” เปิดเกมก่อนหน้า ล่าสุดมี “ลูกน้องรอบเอว” เดินตามออกมาอีกสอง ที่ิออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของอดีตนาย

หนึ่งคือ “พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ” และอีกหนึ่งคือ “พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์”

ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าแจ้งความเอาผิด "โจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือ จิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โดยแจ้งความเมื่อวันที่ 20 ม.ค.69 ต่อพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.
ว่ากันว่า จุดเกิดเหตุไม่ใช่ที่เดียว... แต่กระจายถึง 4 แห่ง ตั้งแต่โรงแรมหรูย่านรางน้ำ บ้านพักย่านวิภาวดี บ้านในนนทบุรี ไปจนถึง ตึกรัชดาวัน "วอร์รูม" บนถนนรัชดาภิเษก

“พ.ต.ท.คริษฐ์” ให้การว่า เหตุเริ่มตั้งแต่ 21 ก.พ.60 เพียงเพราะ “ทำงานไม่ถูกใจ” เลยถูก "โจ๊ก" ตบเข้ากกหูซ้าย อย่างรุนแรงต่อเนื่อง 4–5 ครั้ง

พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล
“โจ๊ก” ลงมือหนักจนมีอาการปวดหู ปวดศีรษะอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ไปพบแพทย์

จนกระทั่งกลับบ้านได้ ในวันที่ 23 ก.พ. แพทย์ รพ.กรุงเทพ สนามจันทร์ วินิจฉัยชัดว่า "แก้วหูซ้ายทะลุ" ฉีกขาดเป็นรู !

แม้เหตุจะเกิดตั้งแต่ปี 2560 แต่ คดีไม่ขาดอายุความ เพราะความผิดฐานทำร้ายร่างกายมีอายุความ10ปี

แถมคดีนี้ “พ.ต.ท.คริษฐ์” ยังมีใบรับรองแพทย์ และ พยานบุคคลเห็นเหตุการณ์ พร้อมยืนยัน

อีกคนไม่ถูกตี…แต่ถูกกดจนพัง!!

คือ “พ.ต.อ.อาริศ” ไม่ได้ถูกทำร้ายทางกาย แต่ถูกทำร้ายทางจิตใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดนผู้เป็นนายตอนนั้น ด่าแบบไม่ไว้หน้า ลามถึงบุพการี วนซ้ำทุกวัน ... ถูกกดดันให้ทำงานแบบไม่มีวันหยุด

จนสุดท้าย แม้ร่างกายไม่พัง…แต่ใจพัง ต้องเข้าพบจิตแพทย์!

แพทย์วินิจฉัยชัดว่า เครียด นอนไม่หลับ คิดมาก จากการทำงานภายใต้แรงกดดันของผู้บังคับบัญชา คือ"โจ๊ก"

ทั้งคู่เป็นอดีตเป็นลูกน้องคนสนิทของ “โจ๊ก แต่ด้วยความหวาดกลัวต่อผลกระทบที่จะเกิดกับตนเองและครอบครัว จึงออกมาแจ้งความ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย
สอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ที่ระบุชัดว่า “โจ๊ก" มีพฤติกรรมเถื่อน ชอบทำร้ายลูกน้อง!

งานนี้ เมื่อคนใกล้ตัว คนที่เคยรับใช้ คนที่รู้ความลับ ทยอยเดินออกมา เกมนี้จึงไม่ใช่แค่ "คดีบ้องหู"

แต่คือสัญญาณว่า “ข้อมูลดำ” ของ "โจ๊ก" กำลังจะค่อยๆ ถูกเปิดออกมาให้สังคมรับรู้

จาก"ภาคภูมิ" มาถึง "คริษฐ์" จากภาพที่ประชาชนเคยเห็นว่า “โจ๊ก” ผู้บังคับบัญชาพูดจานุ่ม ยิ้มง่าย ใจดี หรือ ฉายา "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ"

ลับหลังกลับกลายเป็น.."โจ๊กซาดิสม์"

พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ
แน่นอนว่า ไม่ต้องเดากันให้ยาก “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ก็ส่งทนาย ฟ้องอดีตลูกน้องคนสนิท “พ.ต.ท.คริษฐ์” ในฐานแจ้งความเท็จ ตามฟอร์ม

ส่วนเรื่องที่ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” หอบหลักฐานเปิดโปงพฤติการณ์ "สินบนทอง" ปรากฏว่า ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องกล่าวหา คืนกลับให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

นี่…อาจเป็นเพียงตอนแรก ของมหากาพย์ที่ "โจ๊ก" จะต้องเจอหนักกว่าที่เจ้าตัวคิด ซึ่งบอกเลยว่า เอวัง ด้วยประการทั้งปวง !

ภูมิธรรม เวชยชัย
++ “ภูมิธรรม-ทวี” รอด!! ไม่ได้แทรกแซงคดีฮั้ว สว.

“คดีฮั้ว สว.” เป็นประเด็นร้อนในช่วงที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด ดีเอสไอ) ส่วน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น เป็นรองประธานบอร์ดดีเอสไอ และ กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ถูกกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” กล่าวหาว่า มีการใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสว. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสว. ซึ่ง ฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

จึงเข้าชื่อกัน ยื่นคำร้อง ผ่าน“มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ยื่นต่อ ศาลรธน. วินิจฉัยตามรธน. มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ “ภูมิธรรม” และ “พ.ต.อ.ทวี” สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

คือ เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสอง ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (21 ม.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้มีการพิจารณา ไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสอง มิได้สิ้นสุดลง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ทั้งนี้ ในการลงมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แยกเป็น 2 ประเด็น คือ ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงหรือไม่ จากเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต กับ ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่

ในส่วนของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมี มติ 8 ต่อ 1 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 1 คนคือ “จิรนิติ หะวานนท์”

ส่วนกรณี มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่ มติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน คือ “จิรนิติ หะวานนท์” และ “สราวุธ ทรงวิไล”

สำหรับกรณีของ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ประเด็นว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่าไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน คือ “วิรุฬห์ แสงเทียน” และ “จิรนิติ หะวานนท์”

ส่วนกรณี มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง โดยฝ่ายเสียงข้างมาก คือ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ , “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” , “นภดล เทพพิทักษ์”, “บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชย์”, “อุดม รัฐอมฤต” วินิจฉัยว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 4 คน คือ “วิรุฬห์ แสงเทียน”, “จิรนิติ หะวานนท์”, “สุเมธ รอยกุลเจริญ”, และ “สราวุธ ทรงวิไล” เห็นว่า สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ

แม้ว่าในปัจจุบัน ทั้ง “ภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี” จะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี ตามวาระของรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” ไปแล้ว แต่ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ยังมีความหมายทางการเมืองในอนาคต เพราะถ้าผลออกมาในด้านลบ ก็จะกระทบถึงคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะถ้าผิดในเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เมื่อทั้งสองรอด ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ หากจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีมาให้นั่ง หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้


กำลังโหลดความคิดเห็น