xs
xsm
sm
md
lg

อ่านฉบับเต็ม! ศาล รธน.วินิจฉัย "ภูมิธรรม-ทวี" รอด ปมแทรกแซงคดีฮั้ว สว.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม "ภูมิธรรม-ทวี" ไม่ผิดปมยุ่งคดีฮั้วเลือก สว. ชี้ไม่พบพฤติการณ์ไม่ซื่อสัตย์ ฝ่าฝืนจริยธรรม ระบุแค่ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าคดี ไม่ได้แทรกแซงการทำงานของ กกต.และกฎหมายให้อำนาจดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษได้

วันนี้(21ม.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา170 วรรคหนึ่ง(4)ประกอบมาตรา 160 (4 )และ(5)จากกรณีทั้งสองถูกร้องว่าใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการ ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงถือว่าทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคดีไว้วินิจฉัยรับคำร้องไว้พิจารณาตาม มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบที่วุฒิสมาชิกจำนวน 92 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1ใน10ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเข้าชื่อร้องต่อผู้ร้อง (ประธานวุฒิสภา) เพื่อขอให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อ วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรี ตาม ม.160 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (9) ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย สำหรับคำร้องขอให้ผู้ถูกร้องทั้ง2 หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบยังไม่เกิดเหตุกรณีอันควรสงสัยว่า มีกรณีอันเกิดเหตุตามที่ถูกร้อง ศาลจึงยังไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา


ต่อมา ผู้ร้องยื่นคำร้องและเอกสารเพิ่มเติมประกอบฉบับลงวันที่ 14 พ.ค.2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่เกิดเหตุอันควรสงสัยว่า กรณีตามที่ถูกร้องในชั้นนี้ยังไม่สามารถสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่งหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจและหน้าที่ในการสั่งให้ปฏิบัติการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการกระทรวงยุติธรรม อันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อเท็จจริงตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ อันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องที่ 2 มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงให้ผู้ถูกร้องที่ 2 หยุดการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2568 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 17/2568 ลงวันที่ 29 ส.ค.2568 เป็นผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 ก.ย. 2568 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามประกาศเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 โดยผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีก ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองจึงสิ้นสุดลงแล้ว แต่เหตุดังกล่าวเป็นคนละเหตุกับเหตุตามคำร้องนี้ ซึ่งเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ( 5 )

หากนำเหตุความเป็นรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 168 (1) วรรคหนึ่ง มาใช้เพื่อพิจารณาจำหน่ายคดีย่อมมีผลทำให้ผู้ถูกร้องไม่ต้องถูกตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160 (4) และ(5) ในขณะที่การขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ทำให้ผู้ถูกร้องไม่อาจดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตประฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรมและธรรมมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงมีบทบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไว้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) ก็เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความโปร่งใสแก่สังคม อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบอันเข้มงวดเอาไว้
นอกจากนี้ กรณีคำร้องนี้มีประเด็นปัญหาการทับซ้อนระหว่างอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา กับอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ปัญหาการพิจารณาขอบเขตการใช้อำนาจของแต่ละองค์กร ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจของผู้ถูกร้องทั้งสองในฐานะฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ รวมไปถึงข้อกล่าวหาว่า เป็นการใช้อำนาจอันมิชอบในทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารกระทำต่อสมาชิกวุฒิสภาในฐานะองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ปัญหาการทับซ้อนของอำนาจตามกฎหมาย และปัญหาขอบเขตอันชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นปัญหาอันละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการบังคับใช้กฎหมายที่เที่ยงธรรม ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าวจึงพิจารณาคดีต่อไป ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 51

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจงข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คำชี้แจงและเอกสารของบุคคลและหน่วยงาน พยานบุคคลที่บันทึกถ้อยคำ บันทึกการไต่สวนพยานบุคคล คำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีและเอกสารประกอบ แล้ว มีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) หรือไม่ ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีผู้ถูกร้องทั้งสอง กล่าวอ้างว่า การเสนอคำร้องในคดีนี้ของผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อผู้ร้อง(ประธานวุฒิสภา) ในคดีนี้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังดำเนินการสอบสวนนั้น เห็นว่า ในคดีทางกฏหมายมหาชนการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่า การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในกรณีนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ร้องเท่านั้น หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย กรณีที่ศาลเห็นว่า เป็นเรื่องผลประโยชน์ของผู้ร้องเท่านั้น ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะไม่พิจารณาในประเด็นหลักแห่งคดีได้ แต่ถ้าหากเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์เฉพาะของผู้ร้องแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย กรณีเช่นนี้ศาลย่อมจะมีดุลพินิจพิจารณาในประเด็นหลักแห่งคดีนี้ต่อไปได้ ดังนั้น เมื่อคำร้องคดีนี้มีประเด็นหลักแห่งคดี ในกรณีที่กล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองดำเนินการให้คณะกรรมการคดีคดีพิเศษมีมติชี้ขาดว่า ความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นั้น เป็นคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และมีพฤติกรรมที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตราฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สังคมโดยรวม ศาลย่อมมีดุลพินิจพิจารณาประเด็นนี้ต่อไปได้ ดังนั้นการใช้สิทธิของผู้ร้องในกรณีนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องจำนวน 92 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวน 1ใน10ของสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประธานวุฒิสภาจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีนี้จึงถือได้ว่า การใช้สิทธิของผู้ร้องเป็นไปโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ และศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ต่อไป


ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี โดยมาตรา 160 บัญญัติว่า รัฐมนตรีตาม (4) ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้ามตาม มาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมรณ์ ที่กำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ หรืออำนาจทางการเมืองที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ทุกแง่มุม ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย รัฐธรรมนูญยังปรากฎเจตนารมณ์ตามคำปรารภว่า มีการวางกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมือง ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก่อนๆ ในลักษณะที่เข้มงวดมากกว่าบุคคลที่ใช้สิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยเพิ่มเติมทั้งในส่วนที่กำหนดว่า ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และไม่มัพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้ต้องติดคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันกระทำโดยประมาทความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 186 และ มาตร 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2ปีนับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) และ (8)
คำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ เห็นเจตนารมรณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคหนึ่ง ข้อปฏิบัติหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นเรื่องในสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่อยู่บทบาท ฐานะ หรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)และ (5) จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ และหลักเกณฑ์ทั้งสองประการจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดรับกัน ในส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยคำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรง จริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความรับผิดชอบโดยความซื่อสัตย์นี้ เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของความยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม ทั้งนี้การมีความ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ย่อมหมายถึง แต่เพียงว่า รัฐมนตรีย่อมต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต บิดเบือน เพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์ของส่วนรวมหรือของคนอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงต้องแสดงให้ปรากฏว่า บุคคลนั้นประพฤติดีงามอย่างชัดเจนอย่างไร เพียงแต่ต้องไม่ประพฤติตนให้ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน โดยในที่นี้จึงหมายถึง พฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบ หรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5 )นั้นเป็นกรณีเฉพาะเจาะจงที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วให้ใช้บังคับได้ ทั้งนี้มาตรฐานการจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง วรรคสอง บัญญัติว่าในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยและเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ห้สมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ 2561 ข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรคสอง ด้วย คือหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ข้อ 5 กำหนดว่าต้องยึดมั่นและดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยข้อ 6 กำหนดว่าต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มหากษัตริย์เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ 7 กำหนดว่าต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ข้อ 8 กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักข้อ 11 กำหนดว่าไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม ข้อ 12 กำหนดว่ายึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 13 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระ เป็นกลางและปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคมหรือแรงกดดัน โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ตามความเหมาะสมแก่สภาพ สถานภาพ ข้อ 14 กำหนดว่า รักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมากและเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด ข้อ 16 กำหนดว่าไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อ สื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร ข้อ17 กำหนดว่าไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป ข้อ 21 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ข้อ 25 กำหนดว่ารักษาความลับของทางราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของราชการ ข้อ 26 กำหนดว่าปฏิบัติกำกับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลการงบประมาณและการดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและระบบคุณธรรมรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หมวด 4การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมข้อ 27 วรรคหนึ่งกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง วรรคสอง กำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคหนึ่ง(2)(3) ประกอบพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 41 และมาตรา 42 โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจ ควบคุม ดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควรและเมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวน หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้มีอำนาจสั่งระงับยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลิกสมาชิกวุฒิสภาและสั่งให้ดำเนินการเลือกสมาชิกสภาใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย และหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีผู้กระทำการตามที่มีการสืบสวนหรือไต่สวนให้สั่งให้ดำเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจำเป็นจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำการดังกล่าวไว้ในการชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 49 กำหนดว่าเมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าหน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไว้พิจารณาและกรรมการเห็นว่าเป็นการสมควรที่คณะกรรมการการดำเนินการเองตามพระบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นไปให้คณะกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไปในกรณีเช่นนี้ให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไปให้คณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว

นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาวุฒิพ.ศ 2561 มาตรา 77 กำหนดให้ผู้ใด จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดทำการแนะนำตัวด้วยการจัดให้มีมหรสพ หรือการรื่นเริงต่างๆ เลี้ยงหรือ รับจะจัดเลี้ยง ผู้ใดหลอกลวงบังคับขู่เข็ญใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำใดๆอันไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิ์ที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่20,000 บาทถึง 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี โดยความผิดกรณีจัดทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและให้คณะกรรมการฯมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นส่วนราชการระดับกรมมีภารกิจการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปรามการสืบสวนและการสอบสวนคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนให้โดยใช้วิธีการพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษและเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากฎหมายดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการคดีพิเศษหรือโดยเรียกย่อว่ากพค.เป็นคณะกรรมการที่จัดขึ้นตามมาตรา 5 ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 12 คนและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 9 คน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การธนาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎหมายและมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นกรรมการและเลขานุการมีหน้าที่และอำนาจกำกับสนับสนุนการดำเนินงานคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหน้าสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ (1)ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ ประกอบไปด้วยคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีขายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของกพค.คดีความผิดทางอาญาดังกล่าวต้องมีลักษณะตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) (ก) (ข) (ค)( ง) แลั(จ) กล่าวคือเป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนความมั่นคงของประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ คดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญหรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือคดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งไม่ใช่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อมีหลักฐานอันสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา อีกทั้งต้องมีรายละเอียดของลักษณะการกระทำความผิดตามที่กพค.กำหนด ปัจจุบันคือประกาศกพค.ฉบับที่ 8 พ.ศ 2565 เรื่องกำหนดรายละเอียดลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และประกาศกพค.ฉบับที่ 9 พ.ศ 2566 เรื่องการกำหนดรายละเอียดลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)แห่งการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 โดยในบัญชีท้ายประกาศก.พฉบับที่ 8 พ.ศ 2565 ดังกล่าวข้อ 7กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 และมาตรา 61 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่มีความผิดฐานมูลฐาน เป็นคดีพิเศษซึ่งอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือคดีความผิดมูลฐานที่เป็นคดีอาญาอื่น ที่มีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไปและ(2)คดีพิเศษตามมาตรา 21วรรคหนึ่ง(2) ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)ตามที่กพค.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และปัจจุบัน กพค.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาคดีพิเศษตามประกาศกพค.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้กพค.มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรก็ตามในกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยว่าการกระทำความผิดใดเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง(1)หรือไม่ให้ก.พ.คเป็นผู้ชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 21 วรรคห้า

การดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้อย่างชัดแจ้งเพื่อให้องค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางเข้ามารับผิดชอบโดยปราศจากจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมืองอำนาจทางปกครองเพื่อให้การเลือกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ในการนี้รัฐธรรมนูญจึงกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอันมีลำดับศักดิ์สูงกว่าพระราชบัญญัติการใช้อำนาจตามพระบัญญัติจึงต้องไม่ขีดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ 2561 บัญญัติเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะให้เป็นอำนาจขององค์กรใด ทั้งยังไม่มีบทบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ร่วมมีสถานะที่สูงกว่ากฎหมายไว้ด้วยการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 จึงไม่อาจตีความหรือใช้กฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษให้ขัดต่อกฎหมายที่มีสถานะสูงกว่าเช่นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ การที่หน่วยงานใดในฝ่ายบริหารดำเนินการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดว่าไม่เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไว้พิจารณาอาจจะถูกโต้แย้งว่าเกินขอบอำนาจอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเจตนารมณ์และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรอิสระ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 224(2)(3) ที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อให้การควบคุมดูแลการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งเป็นโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองร่วมกันพิจารณาและมีมติให้กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำผิดเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 เป็นคดีพิเศษ ถือว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมในการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) โดยผู้ถูกร้องทั้งสองใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมคบกันกระทำความผิดด้วยการวางแผนร่วมกันใช้อำนาจสอบสวนโดยไม่ชอบเพื่อกลั่นแกล้ง แทรกแซง กดดัน ข่มขู่และครอบงำ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภา


เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2567 และระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 มีผู้ยื่นเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพล.ต.ต.อนุชา จารยะพันธุ์ กรณีจัดการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานีลงวันที่ 18 มิ.ย. 2567 และลงวันที่ 24 มิ.ย.2567 มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยลายมือให้นำส่งสำเนาและหนังสือดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 2 โดยตรง เอกสารหมาย ถ 10/3 ประกอบกับแต่บันทึกข้อความของกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2567 ให้เสนอกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เสนอขออนุมัติสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคสอง เอกสารหมาย ส33/1 ปรากฏข้อความทำนองว่า สำนักงานรัฐมนตรีกลุ่มงานสนับสนุนวิชาการมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2567 ส่งเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยพล.ต.ต.อนุชา ฉบับวันที่ 18 มิ.ย.2567และฉบับตรงวันที่ 24 มิ.ย.2567

กรณีการคัดเลือกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2567 เพื่อให้กรมสอบสวนที่พิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงและแจ้งผลการตรวจสอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทราบเพื่อประกอบการพิจารณาตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อไปกรณีดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการการแทรกแซงในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นว่าเมื่อพิจารณาเนื้อหาของหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพล.ต.ต.อนุชา ฉบับลงที่ 18 มิ.ย. 2567 ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ผู้ถูกร้องเรียนเสนอต่อหลายหน่วยงานรวมถึงกระทรวงยุติธรรมและผู้ร้องเรียนได้แก้ไขข้อความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพร้อมทั้งลงนามกำกับรับรองการแก้ไขผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและผู้ถูกร้องที่ 2 สั่งการในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวว่า มอบที่ปรึกษาพิจารณาส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2567 ซึ่งหมายถึงการมอบหมายที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการดำเนินการดังกล่าว ขณะที่หนังสือร้องเรียนและผู้ถูกร้องที่ 2 พิจารณาหนังสือดังกล่าวเป็นวันก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 2 มิอาจทราบได้ว่าผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร บุคคลใดจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเนื้อหาเรื่องร้องเรียนเป็นกรณีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน อันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเสนอเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐโดยมิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการขอให้รับเป็นคดีพิเศษในข้อหาอั้งยี่หรือฟอกเงินแต่อย่างใด เมื่อผู้ถูกรางวัลที่ 2 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจึงมอบหมายให้กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาในการดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงถ้อยคำตามหนังสือสำนักงานรัฐมนตรี กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย 2567 ซึ่งปรากฏคำว่าข้อสั่งการเป็นข้อความที่นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้จัดทำขึ้นเองตามรูปแบบและวิธีการปฏิบัติงานปกติของตน กรณีมีประชาชนร้องขอความธรรมต่อกระทรวงยุติธรรมมิใช่ข้อความที่ระบุโดยผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารประกอบคำแถลงการณ์ปิดคดีของผู้ถูกร้องที่ 2 กรณีนายสมบูรณ์ ทำบันทึกข้อความโดยมีข้อความทำนองว่าตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในคดีอื่นๆมาโดยตลอดไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการร้องดำเนินคดีสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น อีกทางบันทึกข้อความที่ผู้ร้องกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้มีข้อความสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนแต่อย่างใดเพียงแต่แจ้งให้กรมสอบสวนสิทธิพิเศษดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ร้องเรียนตามระเบียบของราชการเท่านั้น ประกอบกับไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกับผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนฉบับต่างๆข้างต้นในการเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่อาจบ่งชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนสิทธิพิเศษเป็นเครื่องมือ

ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องเรียนทั้ง 3 ราย เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2568 คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไต่สวนและดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประชุมกำหนดแนวทางการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยอนุกรรมการในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการว่าได้มีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่มีกระบวนการและพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันอาจเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และประมวลกฎหมายอาญาจำนวน 3 คำร้อง และต่อมาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมทำการสืบสวนกรณีการร้องเรียนการกระทำความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนสิทธิพิเศษ 2547 และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23/1 วรรคสอง เพื่อให้มีข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพียงพอในการเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คดีอาญาใดเป็นสิทธิพิเศษ พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กรณีอนุมัติให้มีการสืบสวนดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรมศึกษาพฤติการณ์และลักษณะการทำความผิดที่เป็นคดีอาญาแล้ว เห็นว่ามีพฤติการณ์ที่อาจเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561 มาตรา 76 มาตรา 77 และมาตร 81 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 84 และมาตรา 86 และอาจเข้าลักษณะมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก,ข,ง) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ตามประกาศกคพ. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและระเบียบกคพ. ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญา เพื่อเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเป็นคดีพิเศษ 2551 ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีความผิดทางอาญาอื่น นอกจากคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษได้ เนื่องจากจะต้องเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในการรับเป็นคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนสิทธิพิเศษจึงเห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อนำเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษฉบับลงวันที่ 30 พ.ค. 2568 เอกสารหมายส. 5/13 ที่ชี้แจ้งว่าหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคำร้องจากผู้ร้องจำนวน 3 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษศึกษาพฤติการณ์และลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีความผิดอาญา ประกอบกับปรึกษาหรือกับผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วที่ปรึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติให้ทำการสืบสวนกรณีตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 23/1 วรรคสอง อย่างไรก็ดีภายหลังจากการอนุมัติให้มีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ก.ย.2567 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมาย ส34 แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบเป็นการอนุมัติให้มีการสืบสวนกรณีที่มีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมทั้ง 3 รายดังกล่าว เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ทราบตามในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าพูดถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายหลังที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2567 ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เรียก หรือสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องกรณีมีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมจำนวน 3 เรื่อง มายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันที่ 22 ม.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เอกสารหมาย ส. 42 แจ้งว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเกี่ยวกับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเรื่องไว้สืบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนต่อการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องแต่ละคำร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ดำเนินการ รวมทั้งความคืบหน้าว่าได้ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเอกสารส. 35 แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 แม้ว่าหนังสือฉบับดังกล่าวจะระบุเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนต่อไปเนื่องจากจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ เอกสารหมายส 35 แต่หนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความชัดเจนสรุปได้ว่า เนื่องจากกรณีจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานเป็นพิเศษประกอบกับการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าว กระทำต่อบทกฎหมายอื่น นอกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงประสงค์จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่า มีความผิดทางอาญาใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะรับไว้ดำเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งจะรับดำเนินการสอบสวนเองในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา และทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหาและทุกฉบับกฎหมาย ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่านอกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะจำกัดกรอบอำนาจตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดอื่นๆตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ในส่วนของความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้พิจารณาว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการเองทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนหรือไม่ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองกำหนดไว้

นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งขอรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา อีกทั้งภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ก.พ.2568 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เอกสารหมายส 43 แจ้งว่ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนขั้นต้น เรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 49 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ก.พ.2568 คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 โดยในส่วนของการกำหนดระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวนั้น เมื่อพิจารณาตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่อง ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ 2567 ข้อ 6 ประกอบข้อ 19 กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ รวบรวมเรื่องที่จะเสนอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่ผ่านเลขานุการคณะกรรมการปฏิพิเศษตรวจเรื่องตามหมวด 6 แล้ว และจัดทำบันทึกความเห็นเสนออธิบดีเพื่ออนุมัติระเบียบวาระการประชุม โดยกรณีที่เรื่องใดอธิบดีไม่อนุมัติ ให้บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมให้แจ้งคำสั่งไม่อนุมัติ พร้อมส่งเรื่องคืนเจ้าของเรื่องในขณะที่ประธานกรรมการคดีพิเศษมีอำนาจในการกำหนดไว้ในข้อ 11 ที่กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษดำเนินการเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อกำหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ระเบียบดังกล่าวบ่งชี้ว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดและอนุมัติระเบียบวาระการประชุมนอกจากนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 30 พ.ค.2568 เอกสารหมายส 5/4 ว่าเมื่อฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษรวบรวมเรื่องได้พอสมควรแล้ว จะเสนอร่างระเบียบวาระการประชุมต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวเพื่อเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษพิจารณาอนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกำหนดวันเวลาและสถานที่ประชุมต่อไปและเมื่อประธานคดีพิเศษอนุมัติระเบียบวาระการประชุม ในกำหนดวันเวลาและสถานที่ประชุมแล้ว ฝ่ายเลขานุการจะจัดทำหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบวาระการประชุมที่ได้รับอนุมัติ เสนออธิบดีกรมสอบสวนสิทธิพิเศษ ลงนามถึงกรรมการคดีพิเศษทุกท่านเพื่อเชิญเข้าร่วมประชุมต่อไป


ในประเด็นดังกล่าวเมื่อพิจารณาถ้อยคำในชั้นการไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกร้องที่ 1 และพ.ต.อ.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏข้อเท็จจริงไปในทางเดียวกันว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาต้องการรวบรวมและกำหนดระเบียบวาระการประชุมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนประธานกรรมการคดีพิเศษจะรับผิดชอบเฉพาะวันและเวลาในการประชุม กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อขออนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุมรวมทั้งกำหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมนั้น เป็นเพียงการเสนอว่ามีระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดที่เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการมาแล้วเท่านั้น ประกอบกับกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2568 เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสืบสวน และภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2568 เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 และแจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมดังกล่าว ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เร่งรัดหรือสั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าสู่ที่ประชุมโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกรองตามระเบียบกคพ.ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดอาญาเพื่อเสนอกคพ.เพื่อมีมติเป็นคดีพิเศษ พ.ศ.2551 ทำให้การเสนอระเบียบวาระและการพิจารณารับเรื่องสืบสวน ที่ 151/2567 เป็นคดีพิเศษ ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการ คณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นว่าเมื่อพิจารณาตามระเบียบกคพ.ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอกคพ.มีมติเป็นคดีพิเศษ พ.ศ 2551 ข้อ 11 กำหนดให้การนำเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คดีที่ได้สืบสวนใดเป็นคดีพิเศษ ให้ถือตามประกาศกคพ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และพิธีการในการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีความผิดทางคดีอาญาใดเป็นคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันคือประกาศกคพ.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ในข้อ 11 กำหนดให้เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งใดให้รับคำร้องขอไว้ดำเนินการแล้วให้รีบส่งคำร้องขอพร้อมพยานหลักฐานและสำนวนการสืบสวน ถ้ามี ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

แต่อย่างไรก็ตามในข้อ 8 กำหนด ให้ในกรณีที่มีผู้ร้องขอเป็นคดีพิเศษ หรือเป็นเรื่องที่อธิบดีเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ อาจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนำเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง สอดคล้องกับรายงานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งที่ 2/2568 เอกสารหมาย ส. 18/74-ส.18/75 โดย ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้กองบริหารคดีพิเศษพิจารณาว่าเรื่องตามกรณีนี้ มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่ โดยในเรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำหารือว่ากรณีเรื่องสอบสวนที่ 151/2567 เข้าองค์ประกอบของการแจ้งการรับเรื่องในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 49 หรือไม่ ซึ่งคำชี้แจงสอดคล้องกับหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่แจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีเรื่องการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 มาตรา 49

และสอดคล้องกับถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคลของพันตำรวจตรียุทธนาแพรดำอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมามีกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเรื่องเสนอโดยไม่ผ่านอนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่เฉพาะแต่กรณีความผิดทางอาญาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เท่านั้น โดยจะมีการชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนต่อที่ประชุม อันเป็นวิธีปฏิบัติปกติ ตั้งแต่เริ่มใช้พระราชบัญญัติสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2 /2568 จะมีมติให้ถอนเรื่องการสอบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมการกลั่นกรอง แต่ประเด็นสำคัญที่ขอให้อนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาคือ ประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณาเนื่องจากที่ประชุม ยังมีมติให้เรียนเชิญผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเข้าร่วมประชุมในคราวต่อไป เพื่อให้ทราบความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานทั้งสอง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมายส. 36 เพื่อขอเชิญเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ และขอหารือเกี่ยวกับการตีความพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 49 อีกทั้งเพื่อมิให้เกิดข้อโต้แย้งใดๆ เกี่ยวกับความถูกต้องรัดกุมของกระบวนการซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสองเห็นชอบร่วมกับคณะกรรมการคดีพิเศษว่า ให้นำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมการกลั่นกรอง


กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเร่งรัดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ ข้อเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งที่ 2/2568 มีมติให้ถอนเรื่องสืบสวน ที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมการกลั่นกรอง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองได้ประชุมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เห็นว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าข่ายเป็นความผิดตามอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาที่ 209 และ 116 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ 2561 มาตรา 77(1) ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายอื่น และยังเข้าขายเป็นความผิด พ.ศ 2542 มาตรา 5 และมาตรา 9 เนื่องด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ 2561 มาตรา 71(1) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 และตามมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 ไม่ตัดอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะรับคดีความผิดทางอาญาทั้งหมดไว้ดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ หากต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีพิเศษไว้แล้วให้แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะรับกรณีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไว้ดำเนินการเองหรือไม่ต่อไป และจำเป็นต้องใช้การสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษจึงเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษให้มีมติรับคดีความผิดทางอาญากรณีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)

โดยเห็นควรแยกเสนอคณะกรรมการพิเศษเป็น 2 กรณี คือกรณีที่ 1 การเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการหรือวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นที่ 2 การกระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77(1) อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่ากรณีที่ 2 กรณีมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในครั้งนี้มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป เป็นรายละเอียดลักษณะการกระทำความคิดที่เป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับประกาศกคพ. ฉบับที่ 8 พ.ศ 2565 เรื่องกำหนดรายละเอียดและลักษณะการกระทำความผิด ที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 หรือไม่ เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อ 6 ของประกาศกคพ. ดังกล่าวในคราวเดียวกันเพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาของอนุกรรมการกลั่นกรองต่อไป ซึ่งแนวทางการพิจารณาของอนุกรรมการกลั่นกรองดังกล่าวสอดคล้องกับหนังสือของคณะกรรมการการเลือกตั้งฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2568 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเอกสารหมายส. 44 ซึ่งตอบข้อหาหรือว่า หน่วยงานอื่นของรัฐ มีอำนาจในการสืบสวนคดีเกี่ยวกับ การเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือคดีที่เกี่ยวเนื่องกฎหมายอื่นหรือไม่ ต้องเป็นการดำเนินการให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงว่าภายหลังการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้างต้น คณะกรรมการคดีพิเศษมีการประชุมครั้งที่ 3/ 2568 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมดังกล่าวเนื่องจากมีการตอบข้อหาหรือตามหนังสือคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ 4 มีนาคม 2568 แล้วซึ่งที่ประชุมพิจารณา ความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยมีการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองรวมทั้งพนักงานสืบสวนโดยที่ประชุมได้อภิปราย และมีความเห็นกันอย่างกว้างขวางในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดว่ามีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทว่าเข้ารายละเอียดของลักษณะความผิด ที่เป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับประกาศกคพ. ฉบับที่ 8/2565 เรื่องกำหนดรายละเอียดของลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสืบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 หรือไม่ ซึ่งกรณีมีข้อสงสัยดังกล่าวเป็นอำนาจของคณะกรรมการคดีพิเศษที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นเสียก่อนว่า กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งที่ 3 เอกสารส. 18/ 186 ถึงส. 18/187 ประกอบกับถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคล พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ว่ากรณีความผิดฐานฟอกเงินที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจรับไว้เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) โดยไม่ต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่า มีมูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีมูลค่าเกินกว่า 300 ล้านบาท เช่น ปรากฏเส้นทางการเงินที่ชัดเจน ว่ามีจำนวนเงินเกิน 300 ล้านบาท แต่กรณีเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีข้อสงสัยว่ากรณีมีมูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมีมูลค่าเกิน 300 ล้านบาทหรือไม่ เนื่องจากในชั้นสืบสวนมีพยานบุคคลให้การอ้างว่ามีการนำเงินมาใช้ในการกระทำความผิดครั้งนี้ประมาณ 400-500 ล้านบาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานแต่ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลดังกล่าวที่จะแสดงให้เห็นว่ามูลค่าความเสียหายที่แท้จริงเป็นจำนวนเงินเท่าใด คงมีพยานหลักฐานยืนยันว่ามูลค่าความเสียหาย 52 ล้านบาท หากใช้สูตรคณิตศาสตร์แบบย้อนกลับคำนวณจะได้ความว่ามูลค่าความเสียหาย 326 -426 ล้านบาท จึงเป็นกรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ จะต้องพิจารณาตามมาตรา 21 วรรคห้า ว่ากรณีดังกล่าวเข้าลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยคณะกรรมการเสียงข้างมากซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ร่วมอยู่ด้วยได้อภิปรายแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ปรากฏเส้นทางการเงินในการกระทำความผิดอย่างชัดเจนปราศจากข้อสงสัยว่ามีจำนวนเงินเกินกว่า 300 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานชั้นสืบสวน ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยาน หลักฐานของพยานบุคคล หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ในชั้นนี้กรณีมีมูลน่าเชื่อว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาท ขึ้นไป

ส่วนเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษต่อไปแล้ว ก็จะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ให้สิ้นสงสัยตามสมควร เพื่อส่งเรื่องให้ พนักงานอัยการและศาลพิจารณาต่อไป กรณีที่ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 11 เสียงต่อ 4 เสียงและงดออกเสียง 1 เสียง โดยผู้ร้องทั้งสองลงมติในส่วนเสียงข้างมากนั้น เป็นการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 มาตรา 21 วรรคห้า ว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นการกระทำความผิดอันมีลักษณะตาม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มิใช่การลงมติให้การกระทำความผิดทางอาญาหรือการกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องไปอนุมัติการสอบสวนและการดำเนินการตามหน้าที่ พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 49 ต่อไป ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังการประชุมดังกล่าว อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้อนุมัติให้กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมแต่งตั้ง พนักงาน สอบสวนคดีพิเศษและมีหนังสือแจ้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 เอกสารหมายส. 37 เพื่อแจ้งการรับคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้การสอบสวนกรณีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน มีหนังสือฉบับดังกล่าวระบุข้อความว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอแจ้งการรับเรื่องไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามนัยยะแห่งหนังสือที่อ้างถึง (8) เพื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ 2561 มาตรา 77 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 4 และมาตรา 49 ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป และหากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานพยานอะไรที่ต้องการเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีประสานให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม


ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ผู้ถูกร้องทั้งสอง รวมถึงคณะกรรมการคดีพิเศษคนอื่นๆได้พิจารณาว่า ความผิดที่มีผู้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยผู้ถูกร้องทั้งสองเข้าใจว่า การที่คณะกรรมการคดีพิเศษ หรืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเรื่องสอบสวนคดีที่151/2567ไว้เป็นคดีพิเศษ มิได้เป็นการรับเรื่องอย่างเด็ดขาด เพราะจะต้องมีการรายงานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพราะจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 49 ต่อไป

จากตามหนังสือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 18ก.พ.2568 ระบุว่า กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องวายพิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาตามพ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 มาตรา 49 และในการลงมติของผู้ร้องทั้งสองในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งที่3/2568 เป็นการชี้ขาดตามพ.ร.ป.ว่าด้วย การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคห้า ว่ากรณีความผิดฐานฟอกเงิน ตามเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 การกระทำความผิดอันมีลักษณะตาม การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับประกาศ กคพ. ฉบับที่8 พ.ศ.2565 เรื่องกำหนดรายละเอียดของลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วย การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มิใช่การลงมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(2) ซึ่งในการพิจารณาประเด็นข้อสงสัย เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดว่ามีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไปอันเข้าข่ายรายละเอียดของลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามที่ กำหนดไว้ในพ.ร.ป. ว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) หรือไม่นั้น

ผู้ถูกร้องทั้งสองและคณะกรรมการเสียงข้างมากได้พิจารณาพยานหลักฐาน ในชั้นสอบสวนแล้วตามสมควร ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิกากรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมาย ส.63/2 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 25 ก.ย.2567 กรณีแจ้งการรับเรื่องไว้สอบสวน ฉบับลงวันที่ 3 ก.พ.2568 กรณีแจ้งความคืบหน้าผลการสอบสวน และฉบับลงวันที่ 15 มี.ค.2568 กรณีแจ้งรับเรื่องไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 แล้วเห็นว่า มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงพฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนต่อไป

โดยไม่ต้องมีการตรวจมูลกรณีก่อน ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 29 วรรคสอง คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติการประชุมครั้งที่26/2568 เมื่อวันที่28 มี.ค.2568 สั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีได้รับแจ้งหรือรับทราบ ข้อมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดีงกล่าวโดยแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 คน มาร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวน และไต่สวน คณะที่ 26 ทั้งยังไม่มีมติให้เรื่องให้ สำนักงานป้อวกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77วรรคสอง แสดงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะดำเนินการเอง เพียงแต่ กกต. ยังมิได้เรียกสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมารวมพิจารณา อย่างไรก็ดีในการแระชุมคดีพิเศษครั้งที่ 2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติกรรมใด ที่เป็นการข่มขู่สั่งการ ชี้นำหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงคณะกรรมการคดีพิเศษคนอื่นๆ ผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นกรรมการ โดยตำแหน่งตามกฏหมายกำหนด ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีลักษณะการพิจารณาตามรูปคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มรความเชี่ยวชาญ

ผู้ถูกร้องที่หนึ่งในฐานะประธานที่ประชุม ได้บริหารและควบคุมการประชุมเปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนได่อภิปรายและแสดงความคิดเห็น ให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณาเอกสารหมาย ส 18/74 และส 18/82 ส่วผู้ถูกร้องที่สองได้ซักถามกรณีข้อสงสัยต่างๆ ต่อฝ่ายเลขานุการเพื่อให้คณะกรรมการคดีพิเศษข้อมูลประกอบการพิจารณาเพียงพอเอกสารหมาย ส 18/71 ถึงส 18/72 ส 18/79 ส 18/172 ส 18/179 และผู้ถูกร้องที่สองเพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมาย หรือแนวทางการปฏิบัติงานโดยปกติของผู้ถูกร้องมี่สองเท่านั้น กรณีจึงเชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ ในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม และมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซง หรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด


ในส่วนกรณีผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสมคบกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อใช้อำนาจในการสอบสวนสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยการวางแผนร่วมกันเสนอชื่อพ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันทร์กิจ นายนวี อักษรศิริ และนายเอกรินทร์ ดงดอน ซึ่งเป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตน เข้าเป็นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเจตนาเพื่อแทรกแซง และปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ หรือกลั่นแกล้งกับกลุ่มสมาชิกวุฒิสภานั้น กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้ง 3 รายดังกล่าวนั้น

สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีมติในที่ประชุมครั้งที่26/2568 เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2568 สั่งให้ดำเนินการไต่สวนกรณีได้รับแจ้งหรือรับทราบข้อมูล เบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่26 เพื่อ ดำเนินการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่26/2568 เอกสารหมาย ส 51/1 ถึงส 51/7 เพื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นการกระทำความผิด มีความยุ่งยากซับซ้อน และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเพราะเรื่อง อีกทั้งเพื่อให้เกิดความ เชื่อมโยงข้อมูล ในการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงาน กกต. เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่26 อันเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐเป็น คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน จากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการสืบสวนไต่สวน ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 13

และข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานคนปรากฏว่า การเสนอชื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่เรื่องดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหา ซึ่งรวมไปถึงประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา ได้คัดค้านการแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่มีข้าราชการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกกต. การประชุมครั้งที่43/2568 เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 เอกสารหมาย ส 58/1 ถึงส 58/3 มีมติเอกฉันท์ว่า กรณียังไม่มีเหตุ ให้คัดค้านการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ทั้งจากการเบิกความของพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมคบกันในการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ปรากฏหลักฐานเพียงข่าวตามสื่อโดยทั่วไปเท่านั้น และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดง ว่าผู้ถูกร้องที่สองสั่งการ และมีส่วนในการเสนอชื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ

นอกจากนี้กรณีผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสมคบคิดกันทำความผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ อำนาจดำเนินการสอบสวนโดยมิชอบ การใช้อำนาจสืบสวนเกินขอบเขต เช่นการตรวจสอบข้อมูล การสื่อสาร และพิกัดของผู้สมัครของวุฒิสภาในชั้นสืบสวน โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ประกอบกับภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องไว้เป็นคดีพิเศษที่14/2568 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงาน กกต. ได้ดำเนินการสอบสวนโดยวิธีการที่มิชอบด้วยกฎหมายมีหลายพื้นที่อันเป็นการละเมิดสิทธิของสมาชิกวุฒิสภา และเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต สร้างความเกลียดชังต่อวุฒิสภา และบั่นทอนฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งผู้ถูกร้องที่สอง ยังเคยให้สัมภาษณ์ข่าว สื่อมวลชนในลักษณะที่มีผลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามสั่งการ และมีลักษณะเป็นการปล่อยข่าว เพื่อข่มขู่กดดันเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่สมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวนของเจ้าหน้าที่ตามที่ผู้ร้องนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานใด ว่าผู้ถูกร้องที่สองใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว ทั้งการให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่สองเป็นการรายงานความคืบหน้าข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกระบวนการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มิได้เป็นการใช้ข้อความโดยการข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏพฤติการณ์ ว่าผู้ถูกร้องทั่งสองมีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นเหตุขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160(4) และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานราชการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระพ.ศ.2561 ข้อ27 ประกอบข้อ5,6,7,8,11,12,13,14,16,17,21,25 และ26 ไม่มีการกระทำต้องห้าม ความรักรัฐธรรมนูญมาตรา 160(5) มันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีขอฃผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4)(5) อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) แต่อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง(1) ประกอบมาตรา 170


กำลังโหลดความคิดเห็น