xs
xsm
sm
md
lg

รมว.ศธ.ประชุมบอร์ดเด็กปฐมวัย เร่งบูรณาการฐานข้อมูล ขับเคลื่อน Thai Triple-P พัฒนาทักษะเลี้ยงดูเด็ก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นฤมล” ประชุมบอร์ดเด็กปฐมวัย เร่งบูรณาการฐานข้อมูลเด็ก ลดซ้ำซ้อน ยกระดับขับเคลื่อน Thai Triple-P พัฒนาทักษะเลี้ยงดูเด็ก เดินหน้าดูแลเด็กพิเศษ พร้อมปรับกฎหมายเด็กปฐมวัย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สกศ. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา


ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันอย่างกว้างขวางในประเด็นที่สำคัญ ๆ คือ การรับทราบความก้าวหน้าการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กปฐมวัย เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่ขับเคลื่อนงานด้านเด็กปฐมวัย และสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ลดความซ้ำซ้อนของการเก็บข้อมูล และที่สำคัญคือเพื่อประโยชน์แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ นำสู่การกำหนดนโยบายในการดูแลเด็กปฐมวัยได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม ตั้งแต่เด็กเกิดไปจนถึงเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย สกศ. ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กปฐมวัยจากทะเบียนประวัติราษฎร ในส่วนของทะเบียนคนเกิดและทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน (Quick win) ด้วยการเทียบกระทบข้อมูล (mapping) ที่ ศธ.มีอยู่กับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี ศธ.เป็นเจ้าภาพหลัก และระยะยาว ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลโดยตั้งต้นจากข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นหลัก ที่มีการอัปเดตข้อมูลเด็กแรกเกิดอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้อยู่ระหว่างการเสนอขอมติรับรองในเรื่องนี้จากคณะรัฐมนตรี


นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย โดยมอบหมายกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรม Thai Preschool Parenting Program (Thai Triple-P) เพื่อดูแลสุขภาพจิตในพื้นที่ทุรกันดารในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมีการขยายผลครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในการพัฒนาหลักสูตร e-Learning สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอนุบาล ที่จะเป็นการพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะในการดูแลเด็ก นอกจากนี้ ยังจะเป็นการช่วยให้ครูทั่วประเทศเข้าถึงความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอีกด้วย

“ในส่วนของการทบทวนระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัย ที่สงสัยว่ามีความผิดปกติด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ ได้มีข้อเสนอให้คณะกรรมการฯ มีมาตรการเพื่อกระตุ้นเร่งรัดการปรับนโยบายพัฒนาระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ อาทิ กระตุ้นให้เด็กทุกช่วงวัยได้รับการเฝ้าระวังและคัดกรองพัฒนาการและการเรียนรู้ การประเมินเด็กที่มีความผิดปกติฯ ทุกคนภายใน 1 เดือน โดยนักวิชาชีพที่ผ่านการอบรม การส่งเสริมและกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่สงสัยความผิดปกติ รวมทั้งยังได้เห็นชอบการขับเคลื่อนนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ในด้านการเพิ่มโดยการวิจัยเรื่องกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน ซึ่งค้นพบว่า ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็ก ผู้ดูแลเด็ก ครู และผู้ปกครอง ควรได้รับการพัฒนาเจตคติต่อกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก และแนวทางการจัดกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม โดยมีการกำหนดแนวทางการพัฒนากิจกรรมทางการของเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ การจัดกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำสู่การปฏิบัติเป็นมาตรฐานสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิ นำข้อเสนอ ปัญหา และข้อจำกัดในทางปฏิบัติ จากรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ไปสู่การปรับปรุงตัวบทกฎหมาย การพัฒนากลไกการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย” รมว.ศธ.กล่าว




กำลังโหลดความคิดเห็น