xs
xsm
sm
md
lg

ลดหวานได้จริง! ลำปางโชว์ผลร้านกาแฟตั้งค่าเมนูไม่หวาน ทำคนดื่มไม่หวานเพิ่มกว่า 84%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ลำปางเดินหน้าลดบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่ม ร้านกาแฟร่วมโครงการกว่า 100 ร้านผ่านการตั้งเมนูไม่หวานเป็นค่าเริ่มต้น และแคมเปญ “อเมริกาโนไม่หวานร้านนี้อร่อยนะ” ส่งผลพฤติกรรม"ดื่มไม่หวาน"เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ไม่รอช้า เตรียมขยายผลสู่ร้านชง รถเข็น ผลักดันเกณฑ์ความหวานไม่เกิน 2 ช้อนชา เป็นแนวทางสื่อสารสุขภาพในระดับจังหวัด หวังลดการบริโภคน้ำตาลและเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นควบคู่สุขภาพ

วันนี้(20 ม.ค.)ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย อดีตรองอธิบดีกรมอนามัย ในฐานะที่ปรึกษาเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กิน พื้นที่จังหวัดลำปาง ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีความเข้มแข็งในการทำงานเชิงรุก สามารถชวนร้านกาแฟเข้าร่วมได้ประมาณ 100 กว่าร้าน ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และสะท้อนว่า คนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำตาลและอินซูลิน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของคนไทยอย่างเดียว ต่างประเทศก็เจอปัญหานี้เช่นกัน และจากการทำงานพบว่า ร้านกาแฟส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็เริ่มกดดันน้อยลง เพราะเขาเลือกเองว่า จะดื่มเครื่องดื่มระดับความหวานระดับไหน อีกสิ่งที่เห็นชัดคือ ความหวานของแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมีความต่างกัน โดยในต่างจังหวัดความหวานจะค่อนข้างสูงกว่า เราจึงมีการทดสอบเครื่องดื่มในแต่ละแบรนด์ กำหนดแนวทางว่า ถ้าไม่ใส่น้ำแข็ง ความหวานควรไม่เกินประมาณ 5–6 เปอร์เซ็นต์ และถ้าใส่น้ำแข็งไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้มีการสุ่มตรวจ โดยใช้ชุดอุปกรณ์ของจังหวัดในการตรวจวัด เพื่อให้เกิดความเป็นมาตรฐานเดียวกัน


ทพ.สุธา ยอมรับว่าในส่วนของกิจกรรมรณรงค์ การออกแบบวิธีสื่อสารสำคัญมาก ทำอย่างไรให้คนที่เดินเข้ามาในร้านเห็นป้าย เห็นสัญลักษณ์ แล้วเกิดความสนใจ รู้สึกว่า เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

“จากที่ขับเคลื่อนรณรงค์ลดการบริโภคหวาน พบว่า คนลำปางเริ่มพูดเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น บางคนบอกเลยว่า เดี๋ยวนี้สั่งไม่หวาน หรือแทบไม่หวานเลยก็มี ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้คนมีความรอบรู้เรื่องการลดหวานมากขึ้น และเริ่มเชื่อมโยงว่า ความหวานเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย เรื่องน้ำตาลถือเป็นจุดตั้งต้นของปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)”


ทั้งนี้ก่อนหน้านี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง (สสจ.ลำปาง) ได้เผยผลการสำรวจสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มของคนลำปาง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เลือกดื่มเครื่องดื่มไม่หวานและหวานน้อย รวมกันมากกว่าร้อยละ 67 โดยเฉพาะเมนู “อเมริกาโน่”

เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการดำเนินงานการขับเคลื่อนการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มของประชาชน 3 ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนประเด็นในร้านเครื่องดื่มที่มีเมนูไม่หวานเป็นเมนูเริ่มต้น (default menu) , การชักชวนร้านเครื่องดื่มอ่อนหวานรายใหม่เข้าร่วมโครงการ (เป้าหมายอำเภอละ 1 ร้าน) ภายใต้แคมเปญ “อเมริกาโนไม่หวานร้านนี้อร่อยนะ” และการผลักดัน “องค์กรอ่อนหวาน” ในทุกหน่วยงานสาธารณสุข โดยมีการสำรวจร้าน ให้ข้อมูลความรู้เรื่องผลกระทบของการบริโภคหวาน เก็บข้อมูลสถานการณ์ก่อน–หลังดำเนินงาน และคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบ (best practice) เพื่อขยายผลในระดับจังหวัด

ผลปรากฏว่า พฤติกรรมการดื่มแบบไม่หวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80.3 เป็นร้อยละ 84 ซึ่งสะท้อนว่า การตั้งค่าเมนูไม่หวานเป็นค่าเริ่มต้น และการสื่อสารกับผู้บริโภคช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน มีความพึงพอใจต่อรสชาติกาแฟ “ไม่ใส่น้ำตาล” และผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มทุกร้านที่เข้าร่วมโครงการมีความตั้งใจจะดำเนินการต่อเนื่อง


ทพญ.ลลนา ถาคำฟู รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวถึงกระบวนการทำแคมเปญ “ร้านกาแฟหวานน้อย/ไม่หวาน” ว่า ทีมงานได้ลงพื้นที่ไปคุยกับร้านจริง ทดลองปรับเมนู และวิธีเสิร์ฟให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ คือ หาทางทำให้คนเข้าถึงเครื่องดื่มหวานน้อยได้ โดยไม่รู้สึกถูกบังคับ

“ทีมงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ลำปาง พยายามชวนร้านกาแฟให้ลองมีเมนูทางเลือก เช่น เสิร์ฟแบบไม่เติมน้ำตาลเป็นค่าเริ่มต้น แล้วให้ลูกค้าเติมเองได้หากต้องการ เพื่อให้เกิดการลองชิมและปรับลิ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมทั้งเก็บข้อมูลจากร้านอย่างเป็นระบบ ขอข้อมูลยอดขาย รายการเมนูจากร้าน โดยช่วงแรกๆ เจ้าของร้านกังวลเรื่องภาษี แต่ทีมงานก็ได้อธิบายไปว่า ไม่เกี่ยวกัน เป็นการทำงานเพื่อสุขภาพและการพัฒนาเมนูหวานน้อย"

อีกสิ่งที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ลำปาง ค้นพบ คือ ความเข้าใจของคนไทยต่อเมนูสุขภาพยังคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเมนูอย่างอเมริกาโน่ที่จริง ๆ คือ เมนูไม่หวานอยู่แล้ว แต่คนจำนวนมากติดภาพจำว่า ‘กาแฟต้องหวาน’ เลยกลัวว่า ไม่อร่อย ทำให้การรณรงค์เน้นการสื่อสารเชิงบวก ไม่ตั้งคำรุนแรง หรือไปตีตราคนกินหวาน แต่เปลี่ยนมาเป็นการชวนว่า เมนูไม่หวาน คือ ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ

"เราย้ำให้ทุกคนคิดตรงกัน ว่า อเมริกาโน่ไม่ใช่กาแฟหวาน เพื่อให้สังคมค่อย ๆ เปลี่ยนบรรทัดฐานการสั่งเครื่องดื่มได้ " ทพญ.ลลนา กล่าวและว่าแม้การทำงานในภาคสนาม การลงพื้นที่ยังพบแรงต้านชัดเจนจากลูกค้าบางส่วนที่พูดตรง ๆ ว่า “ไม่อร่อย” ก็ด้วย ลิ้นคนเรายังชินต่อความหวาน แต่เมื่อให้ลองแบบลดระดับความหวานลง เช่น 50%, 25% หรือเริ่มจาก “ไม่เติมก่อน แล้วค่อยเติมทีหลัง” เชื่อมั่นว่า หลายคนกลับปรับลิ้นของตัวเองได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน/คนตรวจสุขภาพ

ปัจจุบันหลายๆ ร้านจึงรู้สึกว่า การเข้าร่วมเครือข่ายฯ แทบไม่ต้องทำอะไรมากหนัก เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแรงจูงใจจากสุขภาพอยู่ก่อน เพียงแต่ร้านต้อง “ยื่นออปชั่น” ให้เขาเลือกและช่วยแนะนำ โปรโมทเมนูหวานน้อยที่เล่าด้วยประโยชน์และให้เห็นคุณค่า เช่น รู้สึกเบา ไม่อึดอัด ลดน้ำตาล ลดเสี่ยงโรค มากกว่าพูดเชิงห้าม

ทพญ.ลลนา ยังให้แนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานลดหวาน คือ การดึงคนที่เคยซื้อเครื่องดื่มหวานจากร้านสะดวกซื้อให้หันมาซื้อร้านท้องถิ่น ด้วยจุดขาย “ราคาถูกกว่า และทำหวานน้อยได้” และรณรงค์ลดหวานกับ ร้านชง ร้านรถเข็น เป็นกลุ่มเป้าหมายต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า หลายเมนูยังมีค่าความหวานสูงเกินเกณฑ์ที่แนะนำ เครือข่ายฯ อยากเสนอเกณฑ์การส่งเสริมการลดหวานว่า เครื่องดื่มหวานน้อยไม่ควรเกิน 2 ช้อนชา (ประมาณ 8 กรัม) เพื่อใช้เป็นแนวทางสื่อสารและปรับสูตรในอนาคต


ขณะที่ร้าน Hug Cup ร้านกาแฟแห่งแรกของอำเภอแม่ทะ ที่เข้าร่วมโครงการร้านกาแฟหวานน้อยนายตะวัน ปัญญาโชติ เจ้าของ กล่าวถึงการเข้าร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานว่า ตัวร้านเองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะสูตรการชงเครื่องดื่มของทางร้านหวานน้อยอยู่แล้ว

"ผมมองเรื่องจรรยาบรรณของผู้ทำอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งรู้ดีที่สุดว่า ใส่อะไรลงไป ลูกค้าไม่รู้ทั้งหมด ดังนั้นการทำเมนูหวานน้อย คือ การขายของดีอย่างรับผิดชอบต่อสุขภาพผู้บริโภค”

หรืออย่างกาแฟ เมนู"กาแฟดำ"ทั่วโลกแทบไม่เติมหวาน และรสหวานบางส่วนเกิดจากธรรมชาติของเมล็ด และอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบเมล็ดกาแฟ และกระบวนการคั่ว

"ช่วงเริ่มต้น เรามีความตั้งใจใช้เมล็ดกาแฟจากเกษตรกรในจังหวัดลำปางเป็นอันดับแรก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านมาตรฐานการผลิตในขณะนั้นที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา ทำให้ร้านเลือกเมล็ดกาแฟจากแหล่งอื่นเพื่อให้ได้คุณภาพตามที่กำหนด แต่ปัจจุบันผมเชื่อว่า ศักยภาพและคุณภาพเมล็ดกาแฟไทย ไม่ว่าจะจากแหล่งใด รวมถึงลำปาง ได้ถูกพัฒนาขึ้นจนมีมาตรฐานที่ทัดเทียมกันหมดแล้ว"

ส่วนเทรนด์มัทฉะที่กำลังมาแรงร้านก็มีการคัดสรรมัทฉะคุณภาพดีมาให้บริการ โดยเฉพาะ มัทฉะสายอุจิ/เกียวโต ถือเป็นมัทฉะ ceremony grade กว่าจะเป็นมัทฉะคุณภาพต้องผ่านกระบวนการปลูก-ดูแล-แปรรูปละเอียด ทำให้ “ไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำตาล” ก็ดื่มได้อย่างละมุมลิ้นแถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย


ส่วนร้านกาแฟแนว Slow Bar Coffee ที่สกัดกาแฟด้วยหม้อต้ม Moka pot ให้รสชาติที่เข้มข้น น.ส.หทัยรัตน์ เขจร เจ้าของ “ร้านกาแฟสดหม้อก๋า” เล่าว่า เธอเปิดร้านมาเกือบ 4 ปี ก่อนเปิดร้านคิดเรื่องค่าบำรุงรักษา (Maintenance) หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ/อุปกรณ์สำหรับร้านกาแฟ ที่อำเภอสมปราบ ไฟตกไปดับบ่อย เครื่องจะพังง่าย ยิ่งหากไฟดับ การใช้หม้อต้ม เราก็ยังสามารถชงขายต่อได้

“การสกัดกาแฟด้วย Moka pot จะได้ความหอม แต่อาจไม่ได้ความเข้มข้นเท่าเครื่องชงที่ได้มาตรฐานสูงๆ ”

ทั้งนี้ ทางร้านยังคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง โดยเฉพาะระดับคั่วกลาง (Medium Roast) ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับความนิยมสูงสุด พร้อมนำเสนอเมนูแนะนำอย่าง 'อเมริกาโนไม่หวาน' และอเมริกาโน่มะพร้าว ที่ชูรสชาติธรรมชาติของกาแฟได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การดื่มที่ยอดเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องเติมความหวาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพอย่างแท้จริง


กำลังโหลดความคิดเห็น