xs
xsm
sm
md
lg

“นายกอุ๊”ประกาศยกเครื่องท่องเที่ยวไทย รื้อโครงสร้างใหม่ ชูโมเดล 77 จังหวัดบุกตลาดโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ วัชรพงศ์ “ ชูยกเครื่องท่องเที่ยวไทย รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศตั้งทีมเซลส์–ทูตวัฒนธรรม บุกตลาดโลก พลิกไทยสู่ท่องเที่ยวมูลค่าสูง ย้ำขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นรูปธรรมภายใน 9 เดือน

วันนี้ (19 ม.ค. 2569) ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้มีการจัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดย พรรคประชาธิปัตย์ ส่งนาย วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสส. จว.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 หมายเลข 7 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

นายวัชรพงศ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากฐานราก โดยชี้ว่าไทยมีทรัพยากรและสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาหลักที่ผ่านมา คือ “มีของแต่ขายไม่เป็น” และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัด เชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ทีมเซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม–ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ทั้งจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา และอาเซียน

ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่สามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น งาน ITB และงานท่องเที่ยวในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ คือ “รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนเองดีที่สุด รัฐต้องดึงศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง


นายวัชรพงศ์กล่าวอีกว่า การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง อินเดีย และกลุ่มที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

ด้านการวัดผล พรรคเสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่รองรับนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือ TOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ควบคู่การบูรณาการงบประมาณจากจังหวัด อบต. เทศบาล และส่วนกลาง

สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้มาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ควบคู่การสร้างจิตสำนึก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นายวัชรพงศ์ย้ำว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จะสามารถเห็นผลภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาใช้งบกลางราว 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“นโยบายท่องเที่ยวของพรรคเราขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงเสนอแนวคิด แต่พร้อมลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” นายวัชรพงศ์กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น