xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” ทำหนังสือจี้ “เท้ง” ประกาศทวงคืนท่อก๊าซ เป็นวาระแรกๆ ของการปฏิรูปภาครัฐ พิสูจน์ธรรมาภิบาล-ความโปร่งใส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อดีต สว.รสนา” ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องประกาศนโยบายทวงคืนท่อก๊าซทั้งระบบเป็นวาระแรกๆ ของการปฏิรูปภาครัฐ เพื่อสร้างหลักประกันความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ไม่ให้การบริหารรัฐกิจตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุน


วันนี้ (19 ม.ค.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล” ว่า ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 18 ม.ค. 2569 ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เรื่อง “ขอให้ประกาศการเรียกคืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งระบบให้ครบถ้วนเป็นนโยบายของพรรคประชาชน” พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้รับการตอบรับในทางบวก ซึ่งจะเป็นความหวังและแสงสว่างปลายอุโมงค์ของประชาชนที่ติดตามประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน

น.ส.รสนา ระบุว่า การเปิดตัว น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตนักกฎหมายของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมทีมบริหารด้านการปฏิรูปภาครัฐของพรรคประชาชน ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า พรรคประชาชนจะสามารถยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะการทวงคืนท่อก๊าซจาก ปตท. ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดได้จริงหรือไม่

ทั้งนี้ น.ส.รสนา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเพิกถอนการแปรรูป ปตท. ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2549 ระบุว่า แม้ศาลจะไม่เพิกถอนการแปรรูป แต่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2550 (คดีหมายเลข ฟ35/2550) ให้คืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติ “ทั้งระบบ” ซึ่งถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับคืนรัฐ โดยให้คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ปตท. ร่วมกันดำเนินการ

ต่อมา คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 รับรองคำพิพากษา และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน พร้อมให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบความถูกต้อง และหากมีข้อโต้แย้งให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ปตท. คืนท่อส่งก๊าซบนบกเพียง 3 เส้น มูลค่าราว 15,000 ล้านบาท ในปี 2551 แต่ไม่คืนท่อก๊าซในทะเล และไม่ยอมส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตามมติ ครม. ทั้งที่ สตง. เคยชี้ชัดว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ซึ่งมีมูลค่าราว 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา โดยรายงานการประชุมดังกล่าวมี น.ส.เพียงพนอเข้าร่วมด้วย

น.ส.รสนา ยังระบุว่า ผู้ฟ้องคดีพยายามดำเนินการทางกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรวบรวมรายชื่อประชาชน 1,544 คน ฟ้องคดีใหม่ แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 ระบุชัดว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องสั่งการให้คืนทรัพย์สินให้ครบถ้วน ซึ่งต่อมา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ก็มีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นดำเนินการภายใน 60 วัน แต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ยังมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2559 ว่า การคืนท่อก๊าซต้องคืน “ทั้งระบบ” ทั้งบนบกและในทะเล ยืนยันว่าการดำเนินการของ ปตท. ยังไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
อดีต สว. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ปตท. มีรายได้จากค่าผ่านท่อก๊าซกว่า 600,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าท่อก๊าซตามบัญชีอยู่เพียงราว 47,000 ล้านบาท และการนำท่อก๊าซไปประเมินมูลค่าใหม่ยังส่งผลให้ค่าผ่านท่อและต้นทุนพลังงานของประชาชนสูงขึ้น กระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มโดยตรง

ท้ายที่สุด น.ส.รสนา เรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ประกาศให้นโยบายการเรียกคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบเป็นวาระแรกๆ ของการปฏิรูปภาครัฐ เพื่อสร้างหลักประกันความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานแก่ประชาชนไทย


เนื้อหาในหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชนโดยละเอียด

วันที่ 18 มกราคม 2569
เรื่อง ขอให้ประกาศการเรียกคืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งระบบให้ครบถ้วนเป็นนโยบายของพรรคประชาชน
เรียน หัวหน้าพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานการประชุมระหว่าง สตง.และฝ่ายกฎหมาย ปตท.ชึ่งมีนางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำร่วมประชุม
ตามที่พรรคประชาชนได้เปิดตัว “เพียงพนอ บุญกล่ำ” อดีตมือกฎหมาย บมจ.ปตท.มาร่วมทีมบริหารปฏิรูปภาครัฐนั้น ได้ก่อให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนรับงานจากกลุ่มทุนพลังงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานเหมือนพรรคการเมืองอื่นๆหรือไม่

โดยเฉพาะการทวงคืนท่อก๊าซทั้งระบบจาก บมจ.ปตท. ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550 ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 17 ปี ก็ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่มีรัฐบาลไหนกล้ายื่นมือมาจัดการทั้งที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินแทนประชาชน

โดยที่ดิฉันเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเพิกถอนการแปรรูป ปตท.ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 30 สิงหาคม 2549 และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาที่ ฟ35/2550 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ไม่เพิกถอนการแปรรูป ปตท. แต่มีคำสั่งให้มีการคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ (โดยศาลฯมองท่อส่งก๊าซเป็นระบบไม่ได้มองเป็นส่วนเป็นท่อน) ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติคืนให้รัฐ โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ประกอบด้วย 1) คณะรัฐมนตรี 2) นายกรัฐมนตรี 3) รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน 4) บมจ.ปตท. ร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาคืนให้แผ่นดิน

ต่อมา พล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 ธันวาคม 2550 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

1) รัฐบาลยอมรับตามคำพิพากษาของศาล และมอบให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานทำหน้าที่แทนครม.ในการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนตามคำพิพากษา

2) มอบหมายให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา

3) หากมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติที่จะต้องส่งคืน ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยให้มีข้อยุติ

ในปี 2551 บมจ.ปตท.คืนท่อส่งก๊าซบนบก 3 เส้น มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท ส่วนท่อก๊าซในทะเล บมจ.ปตท.ไม่ยอมคืน และไม่ยอมส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยให้มีข้อยุติตามที่ระบุไว้ในมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 ทั้งที่ในการประชุมเมื่อ 29 ตุลาคม 2551 สตง.ได้แจ้งไว้ว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบซึ่งรวมท่อส่งก๊าซในทะเลและท่อส่งก๊าซบนบก ที่แปรรูปไปเมื่อปี 2544 ในมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา และหากมีความเห็นแย้งก็สามารถส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยตามมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 เนื้อหาปรากฎในรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีคุณเพียงพนอ บุญกล่ำร่วมประชุมอยู่ด้วย (ดูเอกสารที่ส่งมาด้วย)

หลังจากที่ดิฉันในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ฟ้องศาลปกครองฯหลายครั้ง แต่ศาลปกครองไม่รับฟ้องด้วยเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ชนะคดี (เพราะศาลไม่ได้เพิกถอนการแปรรูปตามคำร้อง) และไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ (รัฐบาลเป็นตัวแทนเจ้าของทรัพย์แทนประชาชน) จึงไม่มีสิทธิขอบังคับคดีในการคืนทรัพย์สิน ส่วนรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเจ้าของทรัพย์แทนประชาชน กลับไม่ต้องการได้ทรัพย์สินคืนแก่ประชาชน !!

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 1,544 คน ฟ้องเป็นคดีใหม่ว่าการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเพราะไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.วันที่ 18 ธันวาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุด ยกฟ้องแต่มีคำสั่งที่ 800/2557 ระบุว่า การที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วน เพราะไม่ได้ดำเนินการตาม มติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 นั้น ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่ามติ ครม.เป็นเรื่องภายในของรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยราชการทั้งหลาย ต้องมีหน้าที่สั่งการให้มีการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาที่ ฟ35/2550 ให้ครบถ้วน

ดิฉันและผู้ฟ้องคดีได้อาศัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้นคือ พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีหน้าที่ปฏิบัติในการเรียกคืนท่อก๊าซที่ยังคืนไม่ครบถ้วนให้ครบถ้วน คตง.วินิจฉัยแล้ว มีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เรียกท่อก๊าซคืนภายใน 60 วัน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 นอกจากไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ คตง.แล้ว ต่อมา

พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกคำสั่ง คสช.ไม่ต่ออายุให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในขณะที่มีการต่ออายุองค์กรอิสระอื่นๆ

ในปี 2557 สตง.ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยการคืนท่อส่งก๊าซของ ปตท.เพื่อให้มีข้อยุติตามที่ระบุไว้ในมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน คณะกรรมการกฤษฎีกาชุด นายมีชัย ฤชุพันธุ์ พิจารณา และมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ว่า ศาลปกครองสูงสุดมิได้มองท่อส่งก๊าซเป็นส่วนๆ เป็นท่อนๆ แต่มองท่อส่งก๊าซเป็นระบบ ดังนัันการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาต้องคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ทั้งบนบกและในทะเล แสดงว่าการดำเนินการของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคืนท่อส่งก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550

ต่อมาในปี 2566 คดีที่เกี่ยวกับการฟ้องเรื่องท่อก๊าซที่ค้างคาอยู่ในศาลปกครองทั้งหมด ศาลปกครองฯได้มีมติไม่รับฟ้อง และให้ไปใช้คำสั่งที่ 800/2557 ที่คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปฏิบัติในการคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาที่ ฟ35/2550

ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือเรียนคณะรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อ 5 ธันวาคม 2566 ให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 แต่นายเศรษฐา ทวีสิน ก็ถูกตัดสินให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลาต่อมา

และล่าสุด ผู้ฟ้องคดีได้ส่งหนังสือต่อคณะรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2568 ให้ปฏิบัติในการเรียกคืนท่อส่งก๊าซที่ยังคืนไม่ครบถ้วนให้ครบถ้วน ต่อมานายอนุทินก็ได้ประกาศยุบสภาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้รัฐบาลเกียร์ว่างไม่ดำเนินการ และเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีอีกว่า เรื่องนี้ไม่เข้าประเด็นเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี จะเก็บไว้เป็นข้อมูลเพื่อส่งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากลำดับเหตุการณ์โดยสาระนี้แสดงให้เห็นว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญในการเรียกคืนท่อส่งก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ และประชาชนตามคำพิพากษาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีความเกรงกลัวความผิดจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ย่อมแสดงว่าระบบความยุติธรรมของบ้านเมืองยังมีข้ออ่อนและบกพร่องจนฝ่ายการเมืองหามีความเกรงกลัวไม่

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เป็นทรัพย์สินที่ถูกแปรรูปไปเมื่อปี 2544 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้เวลากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพียง 1 นาที 17 วินาที

เฉพาะราคาท่อส่งก๊าซตามมูลค่าบัญชี เหลืออยู่ประมาณแค่ 47,000 ล้านบาท แต่บมจ.ปตท.ได้รายได้จากการเก็บค่าผ่านท่อเป็นเงิน 6 แสนล้านบาท ในเวลา 22 ปี (2544-2565) ในขณะที่จ่ายค่าเช่าท่อส่งก๊าซบนบก 3 เส้น (ที่คืนให้กระทรวงการคลัง) ในเวลา 22 ปี เพียง 9,800 ล้านบาท

บมจ.ปตท.ได้จ้างบริษัทเอกชน 2 บริษัท มาประเมินมูลค่าท่อส่งก๊าซใหม่ (Revalue) ในปี 2552 โดยประเมินมูลค่าท่อจากอายุการใช้งานที่ยังเหลืออยู่ เมื่อมูลค่าตามบัญชีถูกตัดค่าเสื่อมหมดไปแล้ว แทนที่จะลดราคาค่าผ่านท่อให้ประชาชน กลับนำท่อก๊าซไปประเมินมูลค่าใหม่เพื่อมาคิดค่าผ่านท่อเพิ่มขึ้น ซึ่งได้ราคาประเมินจากบริษัทที่ 1 ว่า มีมูลค่าเพิ่ม 105,000 ล้านบาท และส่วนอีกบริษัทประเมินมูลค่าท่อเพิ่ม 120,000 ล้านบาท

บมจ.ปตท.ได้ทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอเพิ่มค่าผ่านท่อจากราคาประมาณ 19 บาทต่อล้านบีทียู เป็นประมาณ 21 บาทต่อล้านบีทียู ทำให้ บมจ.ปตท.ได้ค่าผ่านท่อเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท ชดเชยจากที่คืนท่อก๊าซบนบก 3 เส้น และค่าเช่าบวกดอกเบี้ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2544-2551 รวมแล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท

จากท่อก๊าซที่แปรรูปตามมูลค่าบัญชีที่เหลือยู่ในราคา 47,000 ล้านบาท เทียบกับการหารายได้ค่าผ่านท่อจากคนไทยทั้งประเทศได้ถึงกว่า 6 แสนล้านบาท ในเวลา 22 ปี หากนับเวลาถึงปัจจุบัน ในปีพ.ศ 2568 น่าจะเป็นเงินไม่น้อยกว่า 690,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลต่อราคาค่าไฟฟ้า และราคาก๊าซหุงต้มที่เป็นกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานในการดำรงชีพของประชาชนคนไทย และในการประกอบธุรกิจของกิจการทั้งประเทศ

หากมีการคืนท่อส่งก๊าซทั้งในทะเลและบนบกที่ยังไม่ได้คืนชุดนี้ให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เชื่อได้ว่าประชาชนคนไทยจะไม่ต้องจ่ายค่าพลังงานทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้มในราคาสูงเหมือนดังที่เป็นมาหลังการแปรรูปจนถึงปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน
โดยที่พรรคประชาชนได้แสดงเจตจำนงในการปฏิรูปภาครัฐ โดยเปิดตัว “เพียงพนอ บุญกร่ำ” ซึ่งเคยเป็นอดีตนักกฎหมายในบมจ.ปตท. และมีส่วนเกี่ยวพันกับประเด็นการคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ ฟ35/2550 และมติ ครม.18 ธันวาคม 2550

จึงขอเรียกร้อง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับที่ 1 ประกาศเจตจำนงทางการเมืองว่าจะนำประเด็นการเรียกคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบคืนกระทรวงการคลังเป็นวาระแรกๆ ในการปฏิรูปภาครัฐ เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใสและความมีธรรมาภิบาลในการบริหารรัฐกิจที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุนพลังงานใดๆเพื่อส่งมอบสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และความเป็นธรรมในราคาพลังงานต่อคนไทยเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยให้สมกับวาทะของท่านที่กล่าวว่า

“เราพร้อมแล้ว ทั้งนโยบายและแผนการปฏิบัติงาน วันนี้หลายท่านที่ได้กลิ่นความเจริญ ความเจริญนี้ มันพัดมาพร้อมกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”

ขอแสดงความนับถือ
รสนา โตสิตระกูล