กกต.จับมือ Meta และ Facebook ประเทศไทย อบรมผู้สมัคร สส.-พรรคใช้สื่อโซเชียลหาเสียงให้ถูกต้อง รับหากจดทะเบียนต่า่งประเทศจัดการยากแต่ถ้าในไทยเอาผิดได้แน่
วันนี้(19ม.ค.)สำนักงาน กกต.โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ร่วมกับ Meta และ Facebook ประเทศไทย จัดการอบรมให้ความรู้กับพรรคการเมือง และผู้สมัครสส.ในการใช้แพลตฟอร์ม Meta ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยผู้บริหารแพลตฟอร์ม Meta และ Facebook ส่งเจ้าหน้าที่มาให้การอบรม ในหัวข้อการใช้งานแพลตฟอร์มช่วงเลือกตั้งและการแนะนำมาตรฐานการโฆษณาหลักเกณฑ์การอนุญาตโฆษณาที่เกี่ยวข้องประเด็นสังคมและการเลือกตั้ง
นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวต้อนรับและขอบคุณ Meta และ Facebook ประเทศไทย รวมทั้งพรรคการเมืองที่เข้าร่วมการอบรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง การอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Meta ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของแพลตฟอร์ม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง
นายแสวง กล่าวอีกว่า ขณะนี้ภารกิจหลักของ กกต.ที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการคือ การเลือกตั้ง สส.และการจัดทำประจำมติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเห็นได้ว่ามีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาทุกภาคส่วน สะท้อนให้เห็น อย่างชัดเจนว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติทั้งกระบวนการ กกต. จึงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การทำงานด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ถูกต้องรวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอจ่างทั่วถึงมีความต่อเนื่อง ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องครบถ้วนรวดเร็ว และปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือพรรคการเมืองโดยผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย ที่เกี่ยวกับการโฆษณาทางการเมืองมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงของบัญชีผู้ใช้งานรวมถึงแนวปฏิบัติที่ถูกต้องในการใช้แพลตฟอร์มเพื่อการสื่อสารทางการเมืองให้สอดคล้องต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกกต. เชื่อมั่นว่าการให้ความรู้ในการใช้แพลตฟอร์ม จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติของประเทศไทยมีความทันสมัยถูกต้องและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนในยุคดิจิทัลต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลจากการอบรมในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันทรงพลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนต่อไป
นายแสวงกล่าวอีกว่า การหาเสียงในวันนี้มีหลายช่องทาง ที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Facebook ที่ใช้ในการแนะนำตัวเอง ทั้งระบบ สส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อซึ่งต้องการให้เกิดความเรียบร้อยและใช้ถ้อยคำ ให้ถูกต้อง ตามระเบียบของ Meta และ Facebook
เมื่อถามว่าศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E – War Room) ได้มีการจัดการกับการหาเสียงใส่ร้ายทางโซเชียลอย่างไรบ้าง นายแสวงกล่าวว่า ล่าสุดในส่วนของภาคเอกชนอย่าง Facebook ก็ได้ดำเนินการคัดกรองข้อความ การหาเสียงใส่ร้าย แม้จะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ในช่วงเลือกตั้งบริษัทดังกล่าว ก็จะได้รับการสนับสนุนข้อมูล เกี่ยวกับข้อกฎหมายในการตรวจสอบข้อความต่างๆต่อไป ซึ่งได้มีการประสานงานกันมาโดยตลอด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดูแลสนามแข่งขันให้ บรรยากาศเป็นไปด้วยดีคุ้มครองผู้สมัคร โดยล่าสุด E – War Room กกต. ได้รับข้อมูลร้องเรียนเข้ามาจำนวน 34 ข้อความ 5 คลิป เจ้าหน้าที่กกต.กำลังวิเคราะห์เพื่อที่จะเสนอว่าข้อความใดขัดต่อกฎหมาย ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือขัดกับข้อกฎหมายและขัดกับระเบียบการเลือกตั้ง เช่นการใช้ถ้อยคำก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย
ส่วนวิธีการจัดการตรวจสอบข้อมูลเท็จที่นำเข้าสู่ระบบนั้น มีในส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและตำรวจ จะพิจารณาว่าจะลบข้อความหรือไม่เพราะบางครั้ง เกิดอยู่ที่ต่างประเทศ บางครั้งอาจจะผิดกฎหมายไทยแต่ไม่ผิดกฎหมายต่างประเทศ ตรงนี้ก็จะมีการพูดคุยกัน แต่ถ้าพบว่าจดทะเบียนในประเทศไทยไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนสามารถที่จะติดตามตัวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน


