xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” เรียกร้อง “เพียงพนอ” แสดงเจตจำนงทวงคืนท่อก๊าซ พิสูจน์วาทกรรม “ได้กลิ่นความจริญ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“รสนา” เรียกร้อง “เพียงพนอ” ทีมปฏิรูปภาครัฐพรรคประชาชน แสดงเจตจำนงทางการเมือง ทวงคืนท่อก๊าซจาก ปตท.มูลค่า 47,000 ล้าน ให้เป็นของรัฐโดยสมบูรณ์ พิสูจน์วาทกรรม “ได้กลิ่นความจริญ” ให้เป็นกลิ่นความเจริญเพื่อประชาชนจริงๆ

วันที่ 16 ม.ค.น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล” เรียกร้องให้นางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารด้านปฏิรูปภาครัฐ พรรคประชาชน ในฐานะอดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้แสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนด้วยการเรียกคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติมูลค่า 47,000 ล้านบาท ให้กลับคืนสู่รัฐอย่างครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2550

น.ส.รสนาระบุว่า น.ส.เพียงพนอเคยประกาศว่ามีความตั้งใจจริงในการเข้ามาทำงานทางการเมือง พร้อมเสนอแผนปฏิรูปภาครัฐ 3 ระยะให้พรรคประชาชนเพื่อนำเสนอต่อประชาชน จึงเห็นว่าควรหยิบยกประเด็นการเรียกคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติขึ้นมาเป็นวาระการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงถึงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีพรรคการเมืองใดกล้าประกาศอย่างชัดเจน

อดีต สว. ระบุด้วยว่า ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพย์สินของประชาชนที่ควรได้รับคืนตั้งแต่ปี 2551 แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วกว่า 17 ปี เรื่องดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาที่ ฟ.35/2550 และคำสั่งที่ 800/2557 ชี้ชัดว่าการคืนท่อก๊าซของ ปตท. ยังไม่ครบถ้วน และเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานราชการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา

น.ส.รสนาอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การยอมรับคำพิพากษาและมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษา การมอบหมายให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สิน และการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยในกรณีมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินใดต้องคืนตามคำพิพากษา

อย่างไรก็ตาม น.ส.รสนาระบุว่า จากการประชุมระหว่าง สตง. และฝ่ายกฎหมายของ ปตท. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ซึ่ง น.ส.เพียงพนอเข้าร่วมประชุมด้วย มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการคืนท่อส่งก๊าซในทะเล โดย สตง. เห็นว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ทั้งบนบกและในทะเล มูลค่าตามบัญชีประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนทั้งหมด แต่ ปตท. คืนเฉพาะท่อบนบก 3 เส้น และไม่คืนท่อในทะเล ขณะที่รัฐบาลยังไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว

นอกจากนี้ อดีต สว. ยังอ้างถึงคำวินิจฉัยของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการคณะพิเศษ เมื่อปี 2559 ที่ระบุว่าศาลปกครองสูงสุดมองท่อส่งก๊าซเป็น “ระบบเดียวกัน” ไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ ซึ่งสะท้อนว่าการคืนทรัพย์สินของ ปตท. ยังไม่ครบถ้วน
น.ส.รสนาจึงเรียกร้องให้น.ส.เพียงพนอหยิบยกประเด็นการคืนท่อก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ครบถ้วนขึ้นมาเป็นวาระแรก ๆ ของการปฏิรูปภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค กลับถูกนำไปใช้เป็นกิจกรรมแสวงหากำไรของเอกชน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางธุรกิจของประชาชน

ท้ายที่สุด น.ส.รสนา ยังเรียกร้องไปยังหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เคยแสดงวาทกรรมอันสวยหรูว่า “เราพร้อมแล้ว ทั้งนโยบายและแผนการปฏิบัติงาน วันนี้หลายท่านที่ได้กลิ่นความเจริญ ความเจริญนี้ มันพัดมาพร้อมกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ให้พิสูจน์ความจริงใจต่อวาทกรรมดังกล่าว ด้วยการผลักดันประเด็นการเรียกคืนท่อก๊าซเป็นวาระสำคัญของพรรค เมื่อนั้นจึงจะเชื่อได้ว่านโยบายและแผนปฏิบัติเป็น “กลิ่นของความเจริญเพื่อประชาชน” จริงๆ ไม่ใช่แค่กลิ่นลมปากเหมือนพรรคการเมืองทั่วไป

ข้อความฉบับเต็มในเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล”


ขอเสนอคุณเพียงพนอ บุญกล่ำ แสดงเจตจำนงทางการเมืองเรื่องเรียกคืนท่อก๊าซสมบัติของประชาชน


คุณเพียงพนอบอกว่าตัวเองไม่ได้มาเล่นๆ มาพร้อมเสนอแผนงานปฏิรูป 3 ระยะให้พรรคประชาชน เพื่อส่งมอบต่อประชาชนคนไทย


ดิฉันขอเสนอให้มีประเด็นปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมเรื่องเรียกคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของประชาชนกลับคืนรัฐให้ครบถ้วน ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าประกาศ


ท่อก๊าซสมบัติประชาชนที่ควรได้คืนตั้งแต่ปี 2551 เมื่อ17 ปีที่แล้ว แต่จนบัดนี้เรื่องก็ยังเงียบหาย แม้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 ความว่า การคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วนเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ธันวาคม 2550 เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานราชการ ต้องเป็นผู้ดำเนินการให้มีการคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาที่ ฟ35/2550


โดยที่มติคณะรัฐมนตรี 18 ธันวาคม 2550 มีสาระสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1)รัฐบาลยอมรับคำพิพากษาและมอบหมายรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเป็นผู้ทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาแทนคณะรัฐมนตรี
2)มอบหมายให้ สตง. เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา
3)หากมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินใดต้องคืนตามคำพิพากษา ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ


ผู้ฟ้องคดีได้ติดตามให้มีการคืนท่อก๊าซตามคำพิพากษาที่ถูกเตะถ่วงมาเป็นเวลา ถึง 17 ปี (พ.ศ 2551-2568) แม้ผู้ฟ้องคดีได้ข้อมูลที่ครบถ้วนตามมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 แต่ยังไม่มีรัฐบาลใดยอมปฏิบัติเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศและประชาชนเลย


จากเอกสารการประชุมระหว่าง สตง .และฝ่ายกฎหมายของบมจ.ปตท. ที่มีคุณเพียงพนอ บุญกล่ำร่วมประชุมอยู่ด้วย เมื่อวันที่29 ตุลาคม 2551 เนื้อหาสำคัญ คือมีข้อโต้แย้งว่า “ท่อส่งก๊าซในทะเลเป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษาหรือไม่”


ในขณะที่ สตง. ระบุว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบที่อยู่บนบก และในทะเลที่แปรรูปไปเมื่อปี 2544 ตามมูลค่าบัญชีประมาณ 47,000 ล้านบาทเป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนทั้งหมด แต่บมจ.ปตท.คืนท่อบนบก 3เส้นไม่คืนท่อส่งก๊าซในทะเล แต่รัฐบาลและปตท.ยังเพิกเฉยไม่ส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาวินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว


หลังจากคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีว่า บมจ.ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเพราะไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.18 ธันวาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 โดยในคำสั่งระบุว่า มติครม.เป็นเรื่องภายในของรัฐบาล หากยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วน ก็เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยราชการ ต้องดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ครบถ้วน


ต่อมานายมีชัย ฤชุพันธ์ุประธานกรรมการคณะพิเศษ มีคำวินิฉัยที่เผยแพร่เมื่อกันยายน 2559 ว่าคำพิพากษาที่ฟ 35/2550 ศาลปกครองสูงสุดมองท่อส่งก๊าซเป็นระบบ ไม่ได้มองเป็นท่อนๆเป็นส่วนๆ แสดงว่า การคืนท่อก๊าซของปตท.ยังไม่ครบถ้วน


ดิฉันจึงขอเสนอให้คุณเพียงพนอ บุญกล่ำ หยิบยกประเด็นปัญหาการคืนทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วนมาเป็นวาระแรกในการปฏิรูปภาครัฐเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง


ท่อส่งก๊าซเป็นอุปกรณ์สำคัญในการประกอบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน แต่ถูกเบี่ยงเบนเป็นกิจกรรมหากำไรสูงสุดของเอกชนที่กลายเป็นภาระค่าครองชีพ และต้นทุนทางธุรกิจของประชาชนคนไทย


วาระแรกในการพิจารณาของคุณเพียงพนอจึงควรเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนจำนวนมหาศาลที่ถูกหมกเม็ดไว้โดยคุณเพียงพนอมีส่วนรู้เห็นด้วย ใช่หรือไม่? ท่อก๊าซสมบัติชาติเป็นสิ่งที่ควรส่งมอบต่อประชาชนตามดราฟท์งานที่จะดำเนินการใน 6 เดือน 12 เดือน และเสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน


การดำเนินการปฏิรูปโดยหยิบยกเรื่องการคืนท่อก๊าซขึ้นมาพิจารณาเป็นรูปธรรมเรื่องแรกๆ จะทำให้ประชาชนคนไทยเห็นความจริงใจว่าคุณเพียงพนอไม่ใช่คนที่กลุ่มทุนพลังงานส่งเข้ามาเพื่อขัดขวางการเรียกคืนท่อก๊าซ ซึ่งเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีของทุกพรรคการเมืองไม่กล้าแตะต้อง


หัวหน้าพรรคประชาชนได้แสดงวาทกรรมอันสวยหรูว่า “เราพร้อมแล้ว ทั้งนโยบายและแผนการปฏิบัติงาน วันนี้หลายท่านที่ได้กลิ่นความเจริญ ความเจริญนี้ มันพัดมาพร้อมกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”


เพื่อพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของวาทกรรมนี้ จึงขอเรียกร้องท่านหัวหน้าพรรคให้หยิบยกเรื่องการคืนท่อก๊าซมาเป็นวาระการปฏิรูปภาครัฐของพรรคประชาชนเป็นวาระแรกๆ


เมื่อนั้นจึงจะเชื่อได้ว่านโยบายและแผนปฏิบัติของท่านเป็น “กลิ่นของความเจริญเพื่อประชาชน” ไม่ใช่แค่กลิ่นลมปากเหมือนพรรคการเมืองทั่วไปที่ให้สัญญาแก่ประชาชนแล้วไม่เคยทำ!!??


กำลังโหลดความคิดเห็น