ผนึกพลัง 8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ ทำข้อเสนอนโยบายถึง “ว่าที่รัฐบาลใหม่” หนุน “คนไทยอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี” ย้ำหลักการสำคัญเรื่องสุขภาพไม่ใช่ภาระงบประมาณ ด้าน สสส.หนุน 3 แนวทางหลักผลักดันคนไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
วันนี้( 16 ม.ค. 2569 )นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วยองค์กรสุขภาพระดับชาติ 8 องค์กร ร่วมแถลงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ “รัฐบาลชุดใหม่” ภายใต้กิจกรรม “เสียงจากองค์กรสุขภาพ เพื่อคนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ซึ่งอยู่ในงาน “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , วุฒิสภา , สถาบันพระปกเกล้า ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร จัดขึ้น ณ อาคารรัฐสภา
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่าการจัดเวทีครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายว่าจากการประมวลจากองค์ความรู้ข้อมูลวิชาการของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพ โดยหลักการสำคัญคือรัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ หากแต่การลงทุนที่ถูกทิศถูกทางจะได้ผลตอบแทนคืนมาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำเสนอตัวชี้วัดของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คือ Healthy Adjusted Life Expectancy (HALE) แก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดย สธ.เป็นผู้เล่นหลักสานพลังขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน การจัดทำนโยบายต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ
นพ.ศุภกิจ กล่าวถึงภาวะคุกคามต่อระบบสุขภาพไทย ประกอบด้วย 1.การเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าคาด รัฐต้องทำให้ระบบบริการที่จะรองรับการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว การดูแลระยะท้ายของชีวิตเพื่อให้เกิดภาวะตายดีครอบคลุม เพียงพอ และมีคุณภาพ 2.การเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่แนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและอาจกระทบต่อการเงินการคลังประเทศรุนแรง ฉะนั้นรัฐต้องทำให้ระบบการเงินการคลังสุขภาพยั่งยืน พร้อมกับลงทุนสนับสนุนและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่า พัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการผลิตยาและวัคซีนได้เองเพื่อความมั่นคง
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขโดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่ม "อายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี" ของคนไทย ผ่านการป้องกันการเสียชีวิตและความพิการก่อนวัยอันควร ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากพฤติกรรม โดยมี 3 แนวทางหลักดันสังคมสุขภาวะ คือ 1.สร้างแรงจูงใจเชิงบวก เสนอแนวคิดใหม่ในการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพ เช่น การลดหย่อนภาษีหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีและไม่ป่วย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาครัฐได้ 2.บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น เรียกร้องให้มีการควบคุมสินค้าทำลายสุขภาพอย่างจริงจัง ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า , บุหรี่มวน , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการควบคุมการบริโภคหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น การสวมหมวกนิรภัยและการแก้ปัญหาเมาแล้วขับ และ 3.เปลี่ยนภาระเป็นพลัง มุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ต้องขัง ให้ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ที่ต้องพึ่งพาให้กลับมาเป็น "ทุนมนุษย์" ที่สำคัญของประเทศ
“สสส.คาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้เจตจำนงทางการเมืองในการบูรณาการทำงานข้ามกระทรวง ไม่จำกัดเพียงแค่หน่วยงานด้านสาธารณสุข แต่รวมถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และอื่นๆ โดยเน้นการใช้ข้อมูลมากำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้จริง เช่น การตั้งเป้าเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยให้ยืนยาวขึ้น 3-5 ปี ภายในวาระ 4 ปี ของรัฐบาล ซึ่งทุกพลังการขับเคลื่อนครั้งนี้จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีและมีอายุยืนอย่างยั่งยืน” ผู้จัดการกองทุน สสส.กล่าวย้ำ
ทั้งนี้ สำหรับ 8 องค์กรสุขภาพระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว” ครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 2. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) 3. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 6. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) 7. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) 8. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวช.) ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

วันนี้( 16 ม.ค. 2569 )นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วยองค์กรสุขภาพระดับชาติ 8 องค์กร ร่วมแถลงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ “รัฐบาลชุดใหม่” ภายใต้กิจกรรม “เสียงจากองค์กรสุขภาพ เพื่อคนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ซึ่งอยู่ในงาน “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , วุฒิสภา , สถาบันพระปกเกล้า ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร จัดขึ้น ณ อาคารรัฐสภา
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่าการจัดเวทีครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายว่าจากการประมวลจากองค์ความรู้ข้อมูลวิชาการของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพ โดยหลักการสำคัญคือรัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ หากแต่การลงทุนที่ถูกทิศถูกทางจะได้ผลตอบแทนคืนมาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำเสนอตัวชี้วัดของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คือ Healthy Adjusted Life Expectancy (HALE) แก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดย สธ.เป็นผู้เล่นหลักสานพลังขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน การจัดทำนโยบายต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ
นพ.ศุภกิจ กล่าวถึงภาวะคุกคามต่อระบบสุขภาพไทย ประกอบด้วย 1.การเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าคาด รัฐต้องทำให้ระบบบริการที่จะรองรับการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว การดูแลระยะท้ายของชีวิตเพื่อให้เกิดภาวะตายดีครอบคลุม เพียงพอ และมีคุณภาพ 2.การเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่แนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและอาจกระทบต่อการเงินการคลังประเทศรุนแรง ฉะนั้นรัฐต้องทำให้ระบบการเงินการคลังสุขภาพยั่งยืน พร้อมกับลงทุนสนับสนุนและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่า พัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการผลิตยาและวัคซีนได้เองเพื่อความมั่นคง
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขโดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่ม "อายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี" ของคนไทย ผ่านการป้องกันการเสียชีวิตและความพิการก่อนวัยอันควร ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากพฤติกรรม โดยมี 3 แนวทางหลักดันสังคมสุขภาวะ คือ 1.สร้างแรงจูงใจเชิงบวก เสนอแนวคิดใหม่ในการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพ เช่น การลดหย่อนภาษีหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีและไม่ป่วย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาครัฐได้ 2.บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น เรียกร้องให้มีการควบคุมสินค้าทำลายสุขภาพอย่างจริงจัง ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า , บุหรี่มวน , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการควบคุมการบริโภคหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น การสวมหมวกนิรภัยและการแก้ปัญหาเมาแล้วขับ และ 3.เปลี่ยนภาระเป็นพลัง มุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ต้องขัง ให้ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ที่ต้องพึ่งพาให้กลับมาเป็น "ทุนมนุษย์" ที่สำคัญของประเทศ
“สสส.คาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้เจตจำนงทางการเมืองในการบูรณาการทำงานข้ามกระทรวง ไม่จำกัดเพียงแค่หน่วยงานด้านสาธารณสุข แต่รวมถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และอื่นๆ โดยเน้นการใช้ข้อมูลมากำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้จริง เช่น การตั้งเป้าเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยให้ยืนยาวขึ้น 3-5 ปี ภายในวาระ 4 ปี ของรัฐบาล ซึ่งทุกพลังการขับเคลื่อนครั้งนี้จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีและมีอายุยืนอย่างยั่งยืน” ผู้จัดการกองทุน สสส.กล่าวย้ำ
ทั้งนี้ สำหรับ 8 องค์กรสุขภาพระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว” ครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 2. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) 3. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 6. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) 7. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) 8. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวช.) ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี


