วันนี้(16 ม.ค.)ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมือง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ของพรรคประชาชน ภายหลังมีการจับกุมผู้สมัคร สส. ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาของตัวบุคคล แต่เป็นบททดสอบโดยตรงต่อหลักการและกลไกภายในพรรค ภายใต้คำประกาศ “มีเทาไม่มีเรา” ที่พรรคใช้เป็นจุดยืนทางการเมือง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์สะท้อนความกังวลอย่างกว้างขวางต่อกรณีการจับกุมนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีต สส. พรรคประชาชน ในคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรณีลักษณะเดียวกันกับผู้สมัครของพรรคอีกคนก่อนหน้านี้ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อกระบวนการคัดสรรบุคคลของพรรค
เขาระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา พรรคประชาชนประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะตัดขาดจากเครือข่ายอิทธิพลสีเทาและธุรกิจผิดกฎหมาย โดยใช้คำขวัญ “มีเทาไม่มีเรา” เป็นหลักการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏกรณีผู้สมัครและอดีต สส. ของพรรคเข้าไปพัวพันกับคดีเว็บพนันออนไลน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำประกาศดังกล่าวจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามในเชิงความจริงจังและความเป็นรูปธรรม
ผศ.ดร.เชษฐา ยังกล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า เคยแจ้งข้อมูลหรือความกังวลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าวไปยังพรรคประชาชนล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ โดยเห็นว่า ประเด็นนี้ทำให้คำถามไม่หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล หากขยายไปสู่โครงสร้างการรับรู้ การตอบสนอง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้งพรรค
ในทางกฎหมายยังต้องยึดหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ ไม่มีใครควรถูกตัดสินว่าผิดก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ในทางการเมืองและจริยธรรมสาธารณะ มาตรฐานไม่ได้วัดกันเพียง ผิดหรือไม่ผิดตามกฎหมาย หากยังรวมถึงความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมและการป้องกันความเสี่ยงของบุคคลสาธารณะด้วย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏเส้นทางการเงินหรือพฤติการณ์ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญ
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนคำถามสำคัญอย่างน้อยสามประการ ได้แก่
หนึ่ง กลไกการรับเรื่องร้องเรียนภายในพรรคมีอยู่จริงหรือไม่ และสามารถใช้งานได้จริงเพียงใด
สอง โครงสร้างการตัดสินใจของพรรคเปิดพื้นที่ให้เสียงเตือนเชิงจริยธรรมมากน้อยเพียงใด หรือถูกลดทอนความสำคัญด้วยเหตุผลทางการเมืองและความได้เปรียบในการเลือกตั้ง
และสาม วัฒนธรรมองค์กรของพรรคถูกขับเคลื่อนด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น หรือยังคงยึดโยงอยู่กับความเป็นพวกพ้องและความเงียบที่ตรวจสอบเพียงเชิงพิธีกรรม
พร้อมกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาชนมักเรียกร้องให้พรรคการเมืองอื่นแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อเกิดกรณีอื้อฉาว ไม่ว่าจะเป็นการพักงาน การถอยออกจากตำแหน่ง หรือการรับผิดชอบที่สูงกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย ดังนั้น หากพรรคไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันกับตนเอง คำว่า “มีเทาไม่มีเรา” ก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงสโลแกนทางการเมืองที่สวยงาม แต่เปราะบางในเชิงโครงสร้างการจัดการภายใน
ผศ.ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายว่า สังคมไม่ได้คาดหวังให้พรรคประชาชนปลอดจากความผิดพลาด แต่คาดหวังให้พรรคแสดงความจริงใจในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การนิ่งเฉย การอ้างว่าไม่รู้ หรือการโยนภาระทั้งหมดให้กระบวนการยุติธรรม อาจลดแรงกดดันเฉพาะหน้าได้ แต่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือในระยะยาว
“คำถามสำคัญที่พรรคประชาชนต้องตอบ ไม่ใช่ต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ต่อประชาชนว่า หลักการ ‘มีเทาไม่มีเรา’ ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างและกลไกของพรรคอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง หรือยังเป็นเพียงคำขวัญเพื่อการรณรงค์หาเสียงเท่านั้น” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว


