xs
xsm
sm
md
lg

"รสนา" เชิดชู "ประเวศ" เสาหลักทางปัญญา ให้สังคมไทยเรียนรู้เพื่อหาออกจากวิกฤด้วยสติปัญญาและสันติวิธี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อดีตสว.กทม. ย้อนประวัติ "หมอประเวศ" มีบทบาทในหลายด้านทั้งการแพทย์และการเมือง แม้จากไปแต่คงเป็นเสาหลักทางปัญญา ให้สังคมไทยได้เรียนรู้เพื่อหาออกจากวิกฤตการณ์ต่างๆร่วมกันด้วยสติปัญญาและสันติวิธี

วันนี้ (13ม.ค.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสว.กทม. โพสต์ถึงการจากไปของ นพ.ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และ ราษฎรอาวุโส ที่ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอายุ 93 ปี มีเนื้อหาดังนี้

สดมภ์หลักทางปัญญาของแผ่นดิน
เมื่อม.จ.สิทธิพร กฤดากร สิ้นชีพิตักษัย อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวไว้อาลัยถึงท่านว่า “ชาติไทยจนลงถนัด ชาวไร่ชาวนาจนลงถนัด … ท่านทั้งหลายกับผมจนลงถนัด เพราะเราขาดท่านสิทธิพร”
ตอนที่ดิฉันทราบข่าวอนิจกรรมของอาจารย์ประเวศ วะสี ดิฉันมีความรู้สึกไม่ต่างจากอาจารย์ป๋วยที่มีต่อการสูญเสีย ม.จ.สิทธิพร กฤดากร

อาจารย์ประเวศในมุมที่ลูกศิษย์ทั่วไปรู้จักก็คือ ท่านเป็นนักยุทธศาสตร์ทางปัญญา วิเคราะห์ปัญหาและมองการแก้ปัญหาในภาพใหญ่ และมักมองข้ามปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ปัญหาในระยาว เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วดิฉันเริ่มทำงานพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพโดยร่วมก่อตั้งโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองกับเพื่อน มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งตนเองในการดูแลรักษาและป้องกันโรคด้วยภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในท้องถิ่น ในสมัยนั้นอาจารย์แพทย์ศิริราชผู้มีชื่อเสียงที่สนับสนุนแพทย์แผนไทยและการใช้สมุนไพรก็มี ศ. นพ.อวย เกตุสิงห์และอาจารย์แพทย์รุ่นถัดมาก็คือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้ติดอาวุธความรู้ให้ชาวบ้านเป็นหมอรักษาสุขภาพของตัวเองและครอบครัว โดยสื่อผ่านนิตยสารรายเดือน”หมอชาวบ้าน” ซึ่งยืนหยัดอยู่บนแผงหนังสือมาจนถึงวันนี้ยาวนานเกือบ 50 ปี แล้ว ดิฉันจำได้ว่า ตอนนั้นอาจารย์ประเวศถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพเวชกรรมด้วยกันค่อนแคะว่า หมอประเวศสนับสนุนหมอเถื่อน

ต่อมาในปี 2539 ดิฉันกับเพื่อนๆก่อตั้งมูลนิธิสุขภาพไทย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ “ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง บนพื้นฐานองค์ความรู้แนวสุขภาพองค์รวม อันหมายถึงการดูแลสุขภาพที่คำนึง กาย ใจ สิ่งแวดล้อม” พวกเราพากันไปเรียนปรึกษาอาจารย์ประเวศ เพราะท่านเป็นแพทย์ผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพองค์รวม(Holistic Health)มากที่สุดในประเทศนี้ เห็นได้จากเรื่องเล่าจากชีวิตติดเตียงหนึ่งเดือนในโรงพยาบาลศิริราชของอาจารย์ประเวศเมื่อสองปีก่อน ท่านเสียชีวิต ท่านยืนยันว่า การปฏิรูประบบบริการสุขภาพจะสำเร็จได้ต้องคำนึงถึงการพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม ควบคู่กันไป ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเชื่อว่า

“ การบูรณาการสู่ความเป็นองค์รวม น่าจะสำคัญที่สุดในทุกเรื่อง ไม่ใช่การคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน ซึ่งนำไปสู่การเสียสมดุลและวิกฤต”

ผลจากการปรึกษากับอาจารย์ประเวศคือ ท่านให้คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ศิษย์รักของท่านมาเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิสุขภาพไทย และต่อมาอีก 2 ปี ประธานของมูลนิธิฯคนนี้ได้มีบทนาทอย่างสำคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยการผลักดันให้เกิด“พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕”. อันเป็นที่มาของ” 30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งเป็นระบบสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้าอันยั่งยืนสำหรับประชาชน ซึ่งมีความคุ้มค่ามากกว่าการลดแลกแจกแถมเงินในนโยบายประชานิยม
อย่างไรก็ตาม แม้อาจารย์ประเวศจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปทางศาสนา มากกว่าการปฏิรูปทางการเมือง แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร มีการล้อมปราบเข่นฆ่าประชาชนท่านจะไม่นิ่งเฉย หากจะกระทำทุกวิถีทางที่จะระงับความรุนแรงของรัฐที่เกินกว่าเหตุ เท่าที่คนไร้อำนาจอย่างท่านจะทำได้

ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัสตัวตนด้านนี้ของอาจารย์ประเวศ เมื่อคราวที่รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร สั่งปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 2535 ตอนราวตีสองของวันนั้น ดิฉันและคุณสันติสุขได้เข้าพบท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่บ้านของท่าน เพื่อรายงานเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นและขอให้ท่านกราบบังคมทูลในหลวงให้ทรงทราบ และหยุดยั้งการนองเลือดด้วย

ท่านอาจารย์สัญญาตั้งใจฟังอย่างสงบและบอกกับดิฉันและคุณสันติสุขด้วยความเมตตาว่า “ในหลวงทรงลงไปแทรกแซงตอนนี้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลยืนยันว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ” และเตือนเราทั้งสองให้รักษาชีวิตให้ดี

จากนั้นดิฉันกับเพื่อนๆกลับเข้าไปในเหตุการณ์ปะทะอีกครั้ง ซึ่งมีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ราวตี 5 พวกเราเหนื่อยล้ากันมาก ไม่รู้จะไปหาที่ปลอดภัยที่ไหนซุกหัวนอน นอกจากที่บ้านอาจารย์ประเวศ ซึ่งอยู่ใกล้เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี จำได้ว่าตอนขึ้นไปบนกลางสะพานพบกองกำลังทหารเรือประจำการอยู่และอนุญาตให้เราผ่านไปได้ อาจารย์และภรรยาให้การต้อนรับแก๊งค์ยามวิกาลของพวกเราเป็นอย่างดี พวกเราถือวิสาสะนอนเกลื่อนอยู่กลางบ้านอาจารย์ เมื่อฟื้นขึ้นตอนเช้าคุณหมอจันทพงษ์ทำข้าวต้มเลี้ยงพวกเรา ดิฉันเล่าเหตุการณ์ให้อาจารย์ประเวศฟังโดยละเอียด ท่านตั้งใจฟังด้วยความห่วงใยชีวิตผู้คน

ดิฉันทราบในภายหลังว่าตลอดวันที่ 18 พฤษภาคม ปีนั้นอาจารย์ประเวศพยายามทุกวิถีทางติดต่อกับผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่านให้ช่วยกันระงับสงครามกลางเมืองครั้งนั้น
อาจารย์ประเวศเคยเขียนไว้ในหนังสือ”บนเส้นทางชีวิต:เรื่องราวชีวิต การงาน การต่อสู้ ความใฝ่ฝันของคนบ้านนอกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคนหลายคน”อันเป็นชีวประวัติของท่านเองว่า

“ผมรังเกียจการเมืองที่มีคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่เชื่อว่ารัฐประหารคือทางออก จะเป็นตรงข้ามเสียมากกว่า คือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง”
ในหนังสือชีวประวัติของท่านยังได้กรุณากล่าวถึงพวกเราไว้ในตอนที่ให้ชื่อว่า“สันติวิธี” มีความตอนหนึ่งดังนี้

“ในช่วงที่มีการชุมนุมกันที่ลานพระรูปในช่วงเมษายน-ต้นพฤษภาคม พ.ศ.2535 นั้น มีกลุ่มอหิงสา(ความจริงเราใช้ชื่อกลุ่มว่า”ศานติสังคม”) ซึ่งมีพระไพศาล วิสาโล,สันติสุข โสภณสิริ กับรสนา โตสิตระกูล เป็นแกน คอยประกบติดอยู่ กลุ่มนี้สนใจเรื่องสันติวิธี

มานาน เป็นสันติวิธีแบบท่านมหาตมะ คานธี คนกลุ่มนี้คอยชักชวนผู้คนให้นึกถึงสันติวิธี ให้งดเว้นจากความรุนแรง พยายามชักชวนให้ตักบาตรทำบุญ เพื่อให้จิตใจเยือกเย็นลง

ตลอดเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ กลุ่มอหิงสาได้แทรกตัวทำงานอยู่ แต่ไม่มีผลถึงระงับความรุนแรงได้ เพราะพลังสันติวิธียังไม่มีพลังเพียงพอ แต่ผมก็อยากให้ประวัติศาสตร์จารึกถึงบทบาทของกลุ่มสันติวิธีไว้ด้วย”
อาจารย์ประเวศเป็นผู้มีขันติธรรมสูง เนื่องจากในขณะนั้นมีผู้ขู่คุกคามท่านโดยโยนหัวสุนัขลงไปในรั้วบ้าน ตอนนั้นท่านไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้เป็นข่าวเลย เพราะไม่ต้องการให้เป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์บานปลาย โดยตัวท่านก็ยังดำเนินบทบาทตามที่เชื่อ มิได้มีภยาคติแต่อย่างใด

เช่นกันดิฉันเห็นว่าควรบอกเล่าถึงพรหมวิหารธรรมทางสังคมเรื่องหนึ่งของอาจารย์ประเวศไว้ในที่นี้ กล่าวคือ

ในปี พ.ศ. 2537 รัฐบาลขณะนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำการปฏิรูปการเมืองโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2534 ที่มาจากการรัฐประหาร คุณฉลาด วรฉัตร จึงทำการอดอาหารประท้วงอีกครั้งเป็นเวลาถึง 49 วัน ในฐานะแพทย์อาจารย์ประเวศเป็นห่วงชีวิตของคุณฉลาดมาก ใครต่อใครไปขอร้องให้คุณฉลาดเลิกอดอาหารแต่ไม่สำเร็จ อาจารย์ประเวศจึงใช้อุปายโกศลทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช(ในที่นี้คือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ทรงมีชาติภูมิเดียวกันกับอาจารย์ประเวศ คือที่ปากแพรก ตำบลบ้านเหนือ เมืองกาญจนบุรี)ให้ทรงบิณฑบาตขอชีวิตของคุณฉลาดไว้ ดิฉันจำได้ดีว่าอาจารย์ประเวศชักชวนพวกเราหลายคน มีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล(ขณะนั้นยังเป็นผู้นำนักศึกษา) เป็นต้น ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงมีพระเมตตารับเป็นภารธุระดำเนินการให้จนสำเร็จ

แต่การอดอาหารของคุณฉลาดคราวนั้นไม่สูญเปล่า เพราะในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์ประเวศ ตกกระไดพลอยโจนรับเป็นประธานคพป. (คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย )ที่สภาผู้แทนราษฏรมีมติแต่งตั้ง แม้ในระยะแรกมีกระแสต่อต้านคพป.ด้วยข้อกล่าวหาว่ามาจากพรรครัฐบาลเวลานั้นที่อาจไม่มีความจริงใจในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แต่แทนที่จะถอนตัวจากความขัดแย้ง อาจารย์ประเวศ กลับเลือกที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดำเนินบทบาทในการนำเสนอความรู้ความคิดในลักษณะที่เป็นรูปธรรมทางวิชาการที่ชัดเจน ไม่เลื่อนลอย มีการผลิตผลงานวิจัยได้ส่งมอบให้ประธานรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 และภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ “ข้อเสนอกรอบความคิดในการปฏิรูปการเมืองไทย” พร้อมๆ กับงานวิจัยอีก 15 เล่ม ลักษณะการปฏิรูปการเมืองของ คพป. ที่มีอาจารย์ประเวศ วะสี เป็นแม่ทัพ มีสาระสำคัญ 4 ประเด็นคือ

1. การปฏิรูปทางการเมืองต้องแก้ไขปัญหาของระบบการเมืองทั้งระบบไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง โดยหยิบยกปัญหาทุกปัญหาที่ระบบการเมืองนั้นๆ ประสบอยู่มาพิจารณาและหามาตรการแก้ไขทั้งระบบให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่แก้ที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาให้จุดอื่น

2. การปฏิรูปการเมืองมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสุจริตและประสิทธิภาพทางการเมือง ดังนั้นจึงต้องปฏิรูประบบการเมืองโดยขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ สร้างเสถียรภาพทางการเมืองและส่งเสริมประสิทธิภาพขององค์กรทางการเมือง

3. ยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (organic law) ให้เป็นการปฏิรูปการเมืองโดยทำให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน (package) เพื่อสร้างความสุจริตและประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นแก่ระบบการเมือง หรือแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม

4. การปฏิรูปการเมืองดังกล่าวยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นกรอบหลัก ทั้งนี้ โดยมุ่งปรับปรุงระบบรัฐสภาแบบล้าสมัยให้เป็นระบบรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล (rationalized parliamentary system)
หลังจากส่งมอบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ให้กับสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว คณะกรรมการจึงยุติการทำงานลงไปตามวาระเป็นอันสิ้นสุดบทบาทของ คพป. แต่ผลพวงที่ตามมาคือปรากฏการณ์ชูธงเขียวปฏิรูปการเมืองสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนได้เป็นผลสำเร็จแม้จะมีอายุเพียงทศวรรษเดียวก็ตาม
มองในมุมกลับ อาจารย์ประเวศเองคงไม่ยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปฏิรูปทางการเมือง แต่การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในทศวรรษนั้นมีกระแสสูงมาก และอาจารย์ประเวศก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในกระแสสถานการณ์นั้น
บัดนี้อาจารย์ประเวศ วะสีได้จากพวกเราไปแล้ว แต่เสาหลักทางปัญญาที่ท่านปักไว้ยังยืนตระหง่าน ให้สังคมไทยได้เรียนรู้เพื่อหาออกจากวิกฤตการณ์ต่างๆร่วมกันด้วยสติปัญญาและสันติวิธี อันเป็นจินตนาการที่อาจารย์ประเวศวาดหวังไว้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้จินตนาการต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น