สสส.มธ. เปิดผลวิจัย 19 จังหวัด พบ “บุหรี่ไฟฟ้า” ระบาดหนักในกลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้หญิง สูบเกินครึ่ง ชี้นักสูบกว่า 70% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่าย ตกอยู่ในภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” สะท้อนสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าครอบครัว เสนอ 4 มาตรการควบคุม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ม.ค. 2568 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น เรื่อง การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบต่างๆ ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ โดยความร่วมมือระหว่าง สสส. และ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในการสัมมนา ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในฐานะประธานเปิดงานว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง ผลการศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้เยาวชนอายุ 15–20 ปี เริ่มสูบ จากรูปลักษณ์และรสชาติที่ดึงดูด ประกอบกับ “กับดักทางความคิด” ที่ทำให้เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย โดยผู้สูบส่วนใหญ่กว่า 76.4% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่ายรวมที่สูญเสียไป และตกอยู่ในภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” (Present Bias) เลือกความสุขชั่วคราวมากกว่าการดูแลสุขภาพและการออมเงินในอนาคต
ดร.พรภัทร์ ระบุว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งด้านการรณรงค์ป้องกัน การปราบปราม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่สังคมปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง
ด้านนายไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่าโครงสร้างตลาดยาสูบเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้า สสส. จึงสนับสนุนทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายและพฤติกรรมการสูบในพื้นที่ 19 จังหวัด ผลการศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือเยาวชนอายุ 15–20 ปี มีสัดส่วนผู้สูบ 48.95% และผู้หญิง 52.9% ปัจจัยสำคัญที่ดึงเข้าสู่วงจรการสูบไม่ใช่การติดนิโคติน แต่เป็นรสชาติ กลิ่น และภาพลักษณ์อุปกรณ์ที่ทันสมัย
ขณะเดียวกันช่องทางการซื้อบุหรี่ไฟฟ้าหลักคือออนไลน์ โดยเฉพาะ LINE และ Facebook ทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ ยังพบอคติทางพฤติกรรมที่ทำให้ผู้สูบไม่ตระหนักถึงภาระทางการเงินและสุขภาพในระยะยาว โดยผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าประเมินอันตรายต่อตนเองต่ำที่สุด ส่วนการสูบบุหรี่มวนยังพบมากถึง 66.8% และในจำนวนนี้ 73% สูบเป็นประจำทุกวัน แม้ผู้สูบจะรับรู้ว่าการเลิกสูบช่วยประหยัดเงิน และมองว่าบุหรี่มวนอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นมากกว่าบุหรี่ไฟฟ้า
ขณะที่นาย วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า 5,072 คน ทั้งเพศชาย หญิง และ LGBTQIA+ อายุ 15–60 ปี ครอบคลุมทุกภูมิภาค 19 จังหวัด และใช้การวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม พบอคติสำคัญ 3 ประการที่เป็นอุปสรรคต่อการเลิกสูบ ได้แก่ อคติชอบปัจจุบัน การมองแคบที่ไม่คำนวณค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต และความกลัวการสูญเสีย ซึ่งทำให้การเลิกบุหรี่เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า ผู้ที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสัดส่วนสูงถึง 86.3% ขณะที่มีคนในครอบครัวสูบเพียง 46.1% สะท้อนว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบมากกว่าคนในบ้าน อีกทั้งค่าความยืดหยุ่นของการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าใกล้เคียงกัน หมายความว่า แม้รายได้เปลี่ยน พฤติกรรมการสูบแทบไม่เปลี่ยน โดยกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นสูงถึง 0.47 หากรายได้เพิ่ม จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว


