กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา จี้หน่วยงานรัฐเร่งผลักดันประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล มุ่งเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน
นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 โดยมีนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้เชิญผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าการสมัครเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD : Organisation for Economic Co-operation and Development)
ทั้งนี้ ผู้แทนหน่วยงานรายงานว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนการแสดงเจตจำนงและการจัดทำแผนงานแล้ว และได้ยื่นบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum – IM) ต่อ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตนเอง ขั้นตอนถัดไปจะเป็นการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานไทย 34 หน่วยงาน และคณะกรรมการของ OECD 25 คณะ โดยการประเมินจะครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านนโยบาย และด้านการนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความพร้อมของทุกภาคส่วน คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3–5 ปี
นายชิบ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศมีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบ และสะท้อนข้อเท็จจริงเชิงนโยบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการของประเทศไทยเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใส และควรมีการสื่อสารกับสาธารณชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเป้าหมาย ประโยชน์ และผลกระทบของการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างรอบด้าน ซึ่งการที่ประเทศไทยได้ยื่นเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใสให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
“การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เครื่องหมายแห่งความสำเร็จที่ได้มาโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกระบวนการที่ประเทศต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติจริง โดยต้องเปิดรับการประเมินและการตรวจสอบจากนานาประเทศ พร้อมยกตัวอย่างกรณีของเกาหลีใต้ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า OECD สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งการปฏิรูปประเทศได้ หากรัฐบาลมีความจริงจังและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง”
นายชิบ ระบุว่าเกาหลีใต้ใช้กรอบมาตรฐานของ OECD เป็นแรงกดดันเชิงบวกในการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จนสามารถเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนว่าการเข้าสู่ OECD เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ
ขณะที่ นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ อนุกรรมาธิการติดตามความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน ของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ กล่าวว่า OECD เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นเวทีความร่วมมือด้านนโยบายและเป็นแหล่งองค์ความรู้สำคัญของโลก โดยแม้จะไม่ใช่องค์กรให้เงินกู้ แต่กติกาและมาตรฐานของ OECD ส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
นายพรชัย กล่าวว่า กระบวนการปรับแก้กฎหมายและนโยบายภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD จำเป็นต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา จะทำหน้าที่ติดตามและสะท้อนข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปรับตัวของประเทศไทยเป็นไปอย่างสมดุล สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และคำนึงถึงประโยชน์ในระยะยาว


